เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีเกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” โดยมีคำสั่งให้กรมประมงและอธิบดีกรมประมงดำเนินการจัดทำแผนและมาตรการเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด รวมถึงให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อเปิดทางให้สามารถช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด

คำพิพากษาดังกล่าวสร้างความหวังให้กับชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเผชิญปัญหาปลาหมอคางดำมาเป็นเวลานาน จนส่งผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรสัตว์น้ำ และอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเกษตรกรบางรายได้รับความเสียหายอย่างหนักจนแทบไม่สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้

นายปัญญา โตกทอง แกนนำเครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง ชาวตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ได้กระทบเฉพาะทรัพยากรในแหล่งน้ำเท่านั้น แต่กระทบโดยตรงต่อปากท้องของชาวประมงพื้นบ้าน หลายครอบครัวมีรายได้ลดลง บางรายถึงขั้นต้องนำทรัพย์สินและของเก่าออกมาขายเพื่อประคับประคองครอบครัว

นายปัญญามองว่า คำพิพากษาของศาลปกครองกลางถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ภาครัฐต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบคุมการแพร่ระบาด การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ ตลอดจนการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่สิ่งที่ภาคประชาชนต้องการเห็นหลังจากนี้ คือ การนำคำพิพากษาไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการกำหนดมาตรการหรือแผนงานบนกระดาษ โดยเฉพาะการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนมาใกล้เคียงสภาพเดิมก่อนเกิดการแพร่ระบาด

นายปัญญา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันชาวประมงในพื้นที่ยังสามารถจับปลาหมอคางดำได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนว่าปัญหายังคงมีอยู่ในแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตอบให้ชัดเจนว่า 7 มาตรการที่ดำเนินการมา สามารถลดจำนวนและควบคุมการแพร่ระบาดได้มากน้อยเพียงใด และมีตัวเลขหรือหลักฐานอะไรยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวได้ผลจริง

“ถ้ามาตรการทั้ง 7 ประการได้ผลจริง ก็ควรเห็นจำนวนปลาหมอคางดำลดลงอย่างชัดเจน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังพบการแพร่ระบาดและมีรายงานผลกระทบในพื้นที่ใหม่ ๆ ทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงต้องถามตรง ๆ ว่า ถ้าทำแล้วได้ผล เหตุใดปัญหาจึงยังขยายวงกว้างขึ้น” นายปัญญากล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า หากมาตรการของรัฐยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการเยียวยาอย่างไร

โดยแกนนำเครือข่ายคนรักแม่กลอง ยังเสนอว่า การแก้ปัญหาไม่ควรเน้นเพียงการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ แต่ควรนำองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยเฉพาะการสำรวจว่า พื้นที่ใดมีปลาหมอคางดำหนาแน่น จำนวนเท่าใด และมีการกระจายตัวอย่างไร

ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนกำจัดได้ตรงจุด ลดการใช้งบประมาณที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ โดยควรผสานความรู้จากนักวิชาการประมง เจ้าหน้าที่ และชาวประมงในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่เห็นสถานการณ์จริงในแหล่งน้ำทุกวัน

ส่วนแนวทางการใช้ ปลานักล่า นายปัญญามองว่า ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ พื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำหนาแน่นควรเร่งกำจัดก่อน ขณะที่พื้นที่ที่มีความหนาแน่นน้อยอาจพิจารณาใช้ปลานักล่าเข้ามาช่วยควบคุมประชากร โดยต้องศึกษาความเหมาะสมกับระบบนิเวศอย่างรอบคอบ และไม่ควรพึ่งพาปลาชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ปลาหมอคางดำที่จับได้ควรถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่า เช่น ผลิตอาหารสัตว์ ปลาป่น หรือปุ๋ย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านช่วยกันจับอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนจากภาระในการกำจัดให้กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ชาวสมุทรสงครามกำลังจับตา คือวันที่ 14 กันยายน 2569 เมื่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับคดีที่ภาคประชาชนแม่กลองยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ โดยมีประเด็นสำคัญว่าจะดำเนินคดีในลักษณะ “คดีแบบกลุ่ม” ตามที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งไว้หรือไม่

นายปัญญา กล่าวว่า มีความคาดหวังว่าศาลจะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีแบบกลุ่ม เนื่องจากมีเกษตรกรและประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบ หากต้องแยกฟ้องเป็นรายบุคคล ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีศักยภาพเพียงพอทั้งด้านค่าใช้จ่ายและกระบวนการทางกฎหมาย โดยคดีดังกล่าวมีการเรียกร้องค่าเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาท และหากคดีสามารถเดินหน้าต่อได้ จะเป็นอีกหนึ่งความหวังในการนำไปสู่การชดเชยและเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่ของจังหวัดสมุทรสงครามกว่า 1,000 ราย

นายปัญญา มองว่า วันที่ 14 กันยายนจึงถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญ หากศาลรับเป็นคดีแบบกลุ่ม จะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนจำนวนมากสามารถรวมตัวเรียกร้องความเป็นธรรมได้ แต่หากต้องดำเนินคดีเป็นรายบุคคล เกษตรกรจำนวนมากอาจไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะต่อสู้คดีด้วยตนเอง

สำหรับชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรสมุทรสงคราม ปัญหาปลาหมอคางดำจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “เงินเยียวยา” แต่เป็นเรื่องของอนาคตทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่

นายปัญญาย้ำว่า การเฝ้าระวังไม่ควรพึ่งพาเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ชาวประมง ประชาชน และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนมากจนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกจุด ขณะเดียวกันเครือข่ายคนรักแม่กลองยังได้ประสานกับเครือข่ายคนรักอ่าวไทยตอนบน รวมถึงประชาชนจากจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรวบรวมข้อมูลและเสนอแนวทางต่อภาครัฐ

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญที่ยังรอคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ “หาก 7 มาตรการของรัฐได้ผลจริง จำนวนปลาหมอคางดำลดลงเท่าใด พื้นที่ระบาดลดลงหรือไม่ และมีหลักฐานอะไรพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน?” เพราะสำหรับคนแม่กลอง สิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงคำยืนยันว่า “กำลังดำเนินการ” แต่ต้องการเห็นตัวเลข ผลลัพธ์ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในแหล่งน้ำ

จากนี้จึงต้องจับตาทั้งการขับเคลื่อนมาตรการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง และผลการพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของการต่อสู้ของภาคประชาชน เพื่อทวงคืนทั้งความเป็นธรรม อาชีพของเกษตรกร และระบบนิเวศลุ่มน้ำแม่กลองให้กลับคืนมาอีกครั้ง