เมื่อวันที่ 11 ก.ย. นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่าสภาวะสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจของประเทศเติบโตช้า ดอกเบี้ยต่ำ ประชากรสูงวัยที่กำลังเกิดขึ้น และยังไร้ทิศทางที่ชัดเจนในการวางแผนเรื่องนี้ สภาวะเช่นนี้สื่อต่างประเทศเรียกว่า “Japanification” ที่ตั้งข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีลักษณะคล้ายญี่ปุ่นในอดีต คือเติบโตช้า ดอกเบี้ยต่ำ และมีประชากรสูงวัย โดยมองว่า เป็นสัญญาณเตือนที่ดีที่จะช่วยให้รัฐบาลวางแผนรับมือได้ทันท่วงที ก่อนปัญหาจะลุกลาม

นายพชร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่อยู่เพียง 1% ในภาวะปกติควรกระตุ้นให้คนกู้เงินไปใช้จ่าย และลงทุนมากขึ้น แต่ตอนนี้กลไกดังกล่าวยังทำงานได้ไม่เต็มที่ สะท้อนว่าอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจอ่อนแอเชิงโครงสร้าง ตามทฤษฎี ดอกเบี้ยต่ำควรกระตุ้นให้คนกู้เพื่อบริโภคและธุรกิจลงทุนเพิ่ม แต่กลไกนี้กำลังทำงานได้ไม่เต็มที่ในไทย เพราะครัวเรือนจำนวนมากมีภาระหนี้อยู่แล้ว รายได้ส่วนใหญ่ต้องเอาไปโปะหนี้เดิมก่อน ดอกเบี้ยลดลงจึงไม่ได้แปลว่าจะมีเงินเหลือใช้จ่ายเพิ่มมากนัก เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังทำอยู่ตอนนี้คือ ความพยายามในการเข้าไปกำกับเรื่อง Buy Now Pay Later (BNPL) ที่เป็นช่องทางเอื้อให้ผู้บริโภคขาดวินัยทางการเงิน 

นายพชร กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องหนี้ครัวเรือนที่สูงแล้ว ยังมีปัจจัยที่ประกอบกันเป็นความเสี่ยงในเรื่องนี้ทั้งประชากรลดลง และแก่ตัวเร็ว การท่องเที่ยวที่ไม่อาจเป็นเครื่องยนต์เดียวของเศรษฐกิจได้อีกต่อไป ภาคการผลิต และส่งออกที่ถูกบีบจากทั้งสินค้าราคาถูก และฐานการผลิตใหม่อย่างเวียดนาม และการลงทุนในประเทศที่ถูกจำกัดด้วยอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ซึ่งจุดที่น่าเป็นห่วงกว่าญี่ปุ่นคือ ญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยหลังจากสร้างฐานความมั่งคั่งและผลิตภาพระดับประเทศพัฒนาแล้วเรียบร้อย แต่ไทยกำลังเข้าสู่เส้นทางประชากรแบบเดียวกัน ขณะที่รายได้ต่อหัวยังอยู่แค่ระดับ upper-middle income นี่คือปัญหาแก่ก่อนรวยที่แท้จริง สำหรับในแง่ตลาดทุน ตนมองว่าเมื่อนโยบายการเงินมีข้อจำกัดจากหนี้ครัวเรือนสูง และนโยบายการคลังก็มีข้อจำกัดจากหนี้สาธารณะที่ใกล้กรอบ 70% ของ GDP ตลาดทุนไทยจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นกลไกจัดสรรทุนไปสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โจทย์ที่แท้จริงของประเทศไทยจึงไม่ควรเป็นเรื่องของการลดดอกเบี้ยอีกเท่าไหร่ แต่ควรมีเรื่องที่ควรทำและตอบปัญหานี้ควบคู่ไปด้วย คือการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนและเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้สูงพอที่จะดึงเงินทุนภาคเอกชนกลับมาลงทุน ซึ่งตลาดทุนสามารถมีส่วนช่วยได้อย่างน้อย 3 ด้าน 

ด้านที่ 1 คือการเป็นช่องทางระดมทุนให้ธุรกิจที่จะขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล การผลิตขั้นสูง หรือธุรกิจสุขภาพ ด้านที่ 2 คือการเป็นทางเลือกให้เงินทุนภาคเอกชนไหลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริงในจังหวะที่รัฐมีข้อจำกัดทางการคลัง และด้านที่ 3 คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย เช่น ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณและการออมระยะยาว ซึ่งจะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสัดส่วนประชากรสูงอายุของไทยเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ โจทย์ของการปลดล็อคปัญหา และรัฐบาลต้องวางแผนพร้อมติดตาม และกำกับผลลัพธ์อย่างจริงจังใน 5 เรื่องสำคัญ คือ  1. ต้องลงทุนคนและเทคโนโลยีอย่างมีเป้าหมายวัดผลได้ ทั้งการศึกษา ระบบอัตโนมัติ และ AI พร้อมกำหนดตัวชี้วัดผลิตภาพที่ชัดเจนเป็นระยะ ไม่ใช่แค่ทุ่มงบแล้วรอผลในอนาคตอันไกล 2. ต้องวางกรอบกำกับดูแลอุตสาหกรรมให้ทันการลงทุนที่ไหลเข้ามา โดยเฉพาะ data center และการผลิตขั้นสูง ต้องมีเงื่อนไขชัดเจนตั้งแต่ต้นเรื่องการใช้พลังงาน ที่ดิน และการถ่ายทอดมูลค่าสู่ผู้ประกอบการไทย รวมถึงหากต้องเปิดรับแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศควรมีระบบบริการจัดการที่ชัดเจน 3. ต้องยกระดับการท่องเที่ยวสู่คุณภาพให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ประกาศเป้าหมาย แต่ต้องมีมาตรการดึงนักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงที่ตรวจสอบผลได้จริง พร้อมแก้ปัญหาธุรกิจสีเทาที่บั่นทอนรายได้รัฐควบคู่กันไป 4. ต้องใช้งบประมาณอย่างมีกลไกติดตามผลตอบแทนจริง ไม่ใช่แค่อนุมัติโครงการตามตัวเลขมูลค่าการลงทุนที่ประกาศ แต่ต้องประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงเป็นระยะ เพื่อรักษาวินัยทางการคลังไปพร้อมกัน และ 5. ต้องลดภาระหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการระยะสั้นเฉพาะกิจ เพื่อให้นโยบายลดดอกเบี้ยในอนาคตกลับมาช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง

“ทั้งหมดเป็นความท้าทายเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันรักษาไว้ให้ได้” นายพชร กล่าว