เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา
นางอังคณา นีละไพจิตร สว. อภิปรายงบประมาณหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี คือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่า โครงสร้างของ กอ.รมน. คือหน่วยปฏิบัติการร่วมของพลเรือน ทหาร และตำรวจ โดยมีนายกฯ เป็นผอ.รมน. ถ้าดูจากงบประมาณปี 70 กอ.รมน. ได้ของบประมาณจำนวนกว่า 5,737 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 1,106 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 1% แต่พบว่าความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความรุนแรงมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะพุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
นางอังคณา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตทำให้ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องย้ายถิ่นออกจากภูมิลำเนามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยพุทธหรือมุสลิม ถ้าไปดูที่ซอยรามคำแหง 53 จะพบว่าแทบทั้งซอยก็คือคนมลายูมุสลิมที่อพยพมาอยู่ที่ กทม. ที่ผ่านมา กอ.รมน. ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่างบประมาณที่ขอไปแต่ละปี มีความคุ้มค่าและสร้างความมั่นคงในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในเรื่องงานการข่าวซึ่งขาดความแม่นยำ อีกทั้งยังมีเรื่องของการสอดแนม หรือการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอโจมตีผู้เห็นต่าง เช่น กรณีเมื่อไม่นานมานี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า กอ.รมน. เป็นผู้ควบคุมกำกับดูแลและจัดสรรงบประมาณให้เว็บไซต์หนึ่งในการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยศาลได้ออกคำบังคับให้ กอ.รมน. ชดใช้เยียวยาความเสียหายต่อผู้ที่ถูกละเมิด
อะไรคือตัวชี้วัดของความสำเร็จที่แท้จริงของ กอ.รมน. ในการแก้ปัญหา อย่างกรณีเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มีการแจ้งเตือนแล้วว่าจะมีการก่อเหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่สามารถป้องกัน หรือจนวันนี้ก็ยังไม่สามารถจับผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ การจัดสรรงบประมาณให้ กอ.รมน. ตนเห็นว่าควรประเมินตามประสิทธิภาพการทำงานของ กอ.รมน. ควบคู่กันไปด้วย
นางอังคณา กล่าวว่า ขออภิปรายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานแรกคือกรมคุมประพฤติ ซึ่งในปี 70 งบประมาณลดลง 2.47% หากเทียบภารกิจที่กรมคุมประพฤติมีหน้าที่สอดส่องผู้ต้องโทษที่ได้รับการปล่อยตัว พักโทษ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นนักโทษคดียาเสพติด อาชญากรรม ข่มขืน ฆ่า แต่กรมคุมประพฤติมีงบประมาณและบุคลากรไม่เพียงพอที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย งบประมาณที่ลดลงภายในปี 70 ย่อมส่งผลต่อการสอดส่องพฤติกรรมของนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัว
นางอังคณา กล่าวอีกว่า เช่นเดียวกับกรมราชทัณฑ์ ในรายงานขององค์การสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รายงานสภาพเรือนจำประจำปี 69 พบว่ามีผู้ต้องขังในระหว่างเดือน ม.ค. 66-ธ.ค. 68 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่งบประมาณปี 70 ราชทัณฑ์ถูกตัดงบลดลง 1.03% แม้ดูว่าอาจไม่มาก แต่ถ้าเทียบกับภารกิจด้านการปรับปรุงด้านพฤตินิสัย การคืนคนดีสู่สังคม ตนเห็นว่าถ้าราชทัณฑ์ถูกตัดงบน้อยลงกว่าเดิม โดยไม่มีการวิเคราะห์งบประมาณให้สอดคล้องกับตัวเลขผู้ต้องขัง แล้วเราจะคาดหวังให้กรมราชทัณฑ์ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการดูแลผู้ต้องขังของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือข้อกำหนดแมนเดลลา รวมถึงการขัดเกลาความประพฤติเพื่อคืนคนดีสู่สังคมได้อย่างไร
นางอังคณา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตัวที่ 16 ในเรื่องความยุติธรรมอยู่ในระดับเผชิญความท้าทายในระดับวิกฤติ สีแดง โดยเฉพาะในด้านอาชญากรรม อีกตัวหนึ่งที่ดัชนีชี้วัดลดลงคือด้านการรับรู้การทุจริต เสรีภาพของสื่อ การเข้าถึงและมาตรการช่วยเหลือเพื่อการเข้าถึงความยุติธรรม ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพิจารณาเข้าร่วมสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ของประเทศไทยทั้งสิ้น.



