เมื่อวันที่ 12 ก.ย. นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “บทบาทขององค์กรอิสระต่อการเมืองไทย” ว่า ปัจจุบันในหลายประเทศ พบว่าการแบ่งแยกอำนาจ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ไม่เพียงพอต่อการปกป้องประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในโลกที่การเมืองถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง เพราะฝ่ายบริหารมีแนวโน้มที่อยากจะรวบอำนาจใช้งบประมาณเพื่อสร้างฐานเสียงและมีแรงจูงใจทุจริตคอรัปชั่น
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ดังนั้นจึงมีผู้เสนอความคิดให้แบ่งแยกอำนาจแบบใหม่ โดยมีสถาบันปกป้องประชาธิปไตยเป็นอำนาจอธิปไตยที่ 4 เพื่อเป็นสถาบันผู้พิทักษ์ แยกจากฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ เพื่อปกป้องกฎกติกาของการแข่งขันในระบอบประชาธิปไตย รักษาความสมดุล ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยให้มีสถานะเป็นอิสระทัดเทียมกับฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับความท้าทายอย่างใหญ่หลวงในการออกแบบองค์กรอิสระ คือ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระ และความพร้อมรับผิด ทั้งนี้การออกแบบองค์กรอิสระให้มีความอิสระอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเป็นอิสระจากพรรคการเมืองจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะการเขียนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงทางการเมือง โดยเฉพาะโครงสร้างการแข่งขันของพรรคการเมือง
“การมีองค์กรอิสระสามารถทำให้ดีได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม สภาพแวดล้อมทางการเมืองมีความสำคัญมากกว่าการออกแบบองค์กรอิสระ ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมองค์กรอิสระมักจะถูกแทรกแซง หรือเป็นเครื่องมือที่จะจัดการกับศัตรูทางการเมืองเสียเอง” นายสมเกียรติ กล่าว
นายสมเกียรติ กล่าวถึงการออกแบบองค์กรอิสระให้สำเร็จ 4 ประการ ได้แก่ ประการที่ 1 ลำพังรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมไม่สามารถต้านทานการยึดครองรัฐได้ แต่การออกแบบที่ดีจะลดความเสี่ยงประกันยึดของรัฐได้บ้าง ประการที่ 2 การกระจายอำนาจตรวจสอบให้เป็นเครือข่าย มักจะยั่งยืนมากกว่าการฝากความหวังไว้ที่องค์กรอิสระ เพียงองค์กรเดียว ประการที่ 3 การสรรหาบุคลากรสำคัญไม่น้อยกว่าโครงสร้างหรือการออกแบบโครงสร้าง หากถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง องค์กรอิสระจะกลายเป็นตราประทับความชอบธรรมของรัฐบาล เป็นอาวุธในการฟาดฟันฝ่ายค้าน และประการที่ 4 ความเป็นอิสระต้องมาพร้อมกับความสามารถในการตรวจสอบได้หรือความสามารถพร้อมรับผิด ตรวจสอบกลับได้ง่ายพอๆกับที่องค์กรอิสระไปตรวจสอบหน่วยงานอื่น
นายสมเกียรติ กล่าวว่า การออกแบบองค์กรอิสระของไทยมีจุดที่ทำให้ล้มอย่างน้อย 2 จุด คือ กระบวนการสรรหา และวุฒิสภา ซึ่งเป็นคนคุมประตูการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งหมด หากในอนาคตจะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมีวุฒิสภาต่อหรือไม่ เราไม่ควรปล่อยให้มีจุดอ่อนเดียวล้มทั้งระบบ จึงต้องกระจายแนวทางการสรรหาองค์กรอิสระให้มีความแตกต่างกัน เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายตรวจสอบซึ่งกันและกัน
นายสมเกียรติ ยังเสนอให้มีกลไกการถอดถอนองค์กรอิสระในหลายเส้นทาง เปิดทางเลือกอื่นให้มีการฟ้องร้องตรงกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำความผิดต่อศาลฎีกา กำหนดให้มีการถอดถอนที่ใช้งานได้จริงและมีความโปร่งใส โดยให้ประชาชนเข้าชื่อ ที่ผ่านมาวิกฤติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกิดขึ้นจากการไม่มีความพร้อมให้มีการตรวจสอบ เพราะไม่ได้ให้ข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอ ไม่ได้ให้เปิดเผยข้อมูล เมื่อมีกรณีสงสัยกลับหลีกเลี่ยงการสนทนากับสังคม และไม่ได้ให้คำอธิบายในการตัดสินใจ ทั้งในกรณีการสรรหา สว.ที่เป็นปัญหาและการเลือกตั้ง สส.จึงเกิดคำล้อเลียน “กกตหค.” ซึ่งตนแปลอย่างสุจริตว่า “กลัวการตอบห่วงใคร”
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาเฉพาะหน้า กกต.ควรนำเอาคดีที่มีข้อสงสัยใน สว.เข้าสู่การพิจารณาของศาลเพื่อรักษาความเชื่อถือของสถาบัน การสรรหาวุฒิสภามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะวุฒิสภามีอำนาจสำคัญในการกลั่นกรองกฎหมาย โดยเฉพาะการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หากที่มาของ สว.เต็มไปด้วยเรื่องการทุจริตและไม่ได้รับความกระจ่าง ความไม่ชอบธรรมเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังองค์กรอิสระทุกหน่วยงาน
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ระบบการสรรหาของไทย สว.ซับซ้อนและไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น กกต.ก็ไม่ควรแบกรับภาระในการตัดสินชี้ขาดด้วยตนเอง การส่งสำนวนให้ศาลฎีกาจะเป็นการนำเอาพยานหลักฐานเข้าสู่ระบบการไต่สวนที่โปร่งใส เปิดโอกาสให้มีการซักค้าน ให้ศาลเป็นผู้วางบรรทัดฐานทางกฎหมายว่า พฤติกรรมแบบไหนเป็นการล้ำเส้นล้ำกติกา แต่หาก กกต.เลือกที่จะยุติเรื่องโดยไม่ส่งให้ศาลตัดสิน ก็น่าจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปกป้องความชอบธรรมของ สว. สะท้อนว่า กกต.ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นองค์กรผู้พิทักษ์



