เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤติการเมืองไทย” ที่อาคารรัฐสภา โดยในช่วงบ่ายได้มีวงเสวนา โดยนายธงทอง จันทรางศุ กรรมการกฤษฎีกา อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยอมรับว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่ทำคลอดคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. เพราะเคยร่วมอยู่ในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2540 ซึ่งอาจใช้สำนวนไทยได้ว่า ‘หนีเสือปะจระเข้’ โดย ‘เสือ’ เดิมคือปัญหาการเลือกตั้งที่จัดโดยกระทรวงมหาดไทย ที่อาจมีความเสี่ยงให้เกิดการแทรกแซงได้โดยเครือข่ายท้องถิ่น

จากนั้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงมีแนวคิดให้มีคณะบุคคลที่เป็นอิสระและเป็นกลางมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง โดยเราไม่ได้คิดไปไกลถึงว่าองค์กรดังกล่าวจะมีองคาพยพกว้างขวางในระดับใกล้เคียงกับกระทรวง พร้อมเปิดเผยว่า ในขณะนั้นใช้ กกต. ของอินเดียเป็นโมเดล ทำให้มีคำตอบเบื้องต้นคือ ถ้าเรามีวุฒิสภาที่เป็นอิสระ เราก็จะมี กกต. ที่เป็นอิสระที่วุฒิสภาเป็นผู้กลั่นกรองมาให้

นายธงทอง กล่าวว่า วุฒิสภาที่เป็นอิสระนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว เพราะเป็น สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีหัวคะแนนในพื้นที่เลือกตั้งเดิม เป็นเหตุให้ กกต. ไม่เป็นกลางไปด้วย นำมาสู่ปัจจุบันที่กลายเป็น กกต. ไม่เป็นกลาง ทำให้ได้ สว. ที่ไม่เป็นกลาง สารตั้งต้นจึงเริ่มมาด้วยลักษณะนี้ 

นายธงทอง ยังกล่าวถึงข้อความตามกฎหมายว่า “ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” โดยมองว่า สามารถตีความได้ว่าใครเชื่อ ซึ่งตามกฎหมายบอกว่าเป็นกรรมการ และกรรมการนั้นต้องวางตัวเป็นวิญญูชน คือผู้มีเหตุผลธรรมดาเหมือนมนุษย์ทั่วไป สำหรับพยานหลักฐานต่างๆ บุคคลก็ถือว่ามีน้ำหนักแต่คนก็โกหกได้ แต่เราจะมองข้ามพยานหลักฐานที่เป็นเอกสาร หรือข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้หรือ และหาก กกต. เห็นต่างจากวิญญูชนทั่วไป ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าเพราะอะไร

นอกจากนี้ หากมติของ กกต. ออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ ต้องอธิบายว่าความเห็นที่แตกต่างกันคือตรงไหน เพื่อให้ประชาชนได้รับฟังว่า กกต. ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ไม่ใช่พวกมากลากไปเท่านั้น เหตุผลเหล่านั้นก็ต้องเป็นกฎหมายที่พิสูจน์ได้ และหากจริงใจก็ควรมาพูดกันต่อหน้า

ด้านน.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั กล่าวว่า กกต. ที่ นายธงทอง ระบุว่าได้ทำคลอดนั้นถือว่าแท้งไปแล้ว เพราะ กกต. ชุดนี้มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีความแตกต่างหลักคือ กกต. ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาจากการ สว. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ กกต. ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาจาก สว. ที่ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชนเลยเพราะมาจากการเลือกกันเอง อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2540 ยังมีมาตรการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มี

ส่วนประเด็นการเลือก สว. และเลือกตั้ง สส. 2569 นั้น มีปัญหาสืบเนื่องจากข้ออ้างของ กกต. ว่ามีกำลังคนไม่พอ และโอนอำนาจการรับสมัครไปให้กระทรวงมหาดไทย ดังนั้น จึงไม่ถือเป็นการหนีเสือปะจระเข้ แต่เป็นการรวมพลังกันระหว่างจระเข้และเสือ นำมาสู่ปัญหาช่วงการรับสมัคร เช่น การคัดกรองคุณสมบัติ รวมถึงการสมัครผิดกลุ่ม ซึ่งแม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการรวมพลังกัน แต่อย่างน้อยก็สะท้อนความหละหลวมของ กกต. ที่เปิดช่องโหว่ทางกฎหมายจนเกิดเป็นผู้สมัคร ‘พลีชีพ’

นายประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุถึงวันที่ 14 ก.ย.ที่จะถึงนี้เดิมพันของสังคมไทยต่อกรณีนี้ ว่า ไม่ใช่แค่เรื่อง สว. แต่เป็นเรื่องที่ประชาธิปไตยจะเสื่อมทรุดไปมากกว่านี้ หรือยังพอฟื้นฟูกลับมาได้ การตัดสินใจสำคัญของ กกต. จะมีนัยสำคัญมากต่อประชาธิปไตยไทย โดยคำว่า เสื่อมทรุดนี้มาจากการสำรวจและเก็บข้อมูลขององค์กรนานาชาติที่มองมายังประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีการเลือกตั้งตลอดมา แต่ก็ถูกจัดอยู่ในประเทศที่ประชาธิปไตยมีข้อบกพร่อง เนื่อง 3 เสาหลักถดถอยลงทุกด้าน ได้แก่ การเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม, การใช้อำนาจต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุล และสิทธิเสรีในการแสดงออกและมีส่วนร่วมของประชาชน ตามหลักการนั้นการมีองค์กรอิสระถือว่าถูกต้อง แต่ถ้ามีองค์กรอิสระซึ่งกลายเป็นอำนาจที่ 4 หรือเปรียบเสมือนยักษ์ที่มีกระบอง ซึ่งเราคาดหวังให้ยักษ์มาตรวจสอบอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ทว่ายักษ์กลับนำกระบองมาคุ้มครองคนที่มีอำนาจอยู่แล้วให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น กลายเป็นว่า ขณะนี้มีกลุ่มการเมืองเดียวสามารถกุมอำนาจได้ถึง 3 ใน 4 ของอธิปไตยของประชาชน ซึ่งถือเป็นอันตรายยิ่งกว่าไม่มีองค์กรอิสระเสียอีก

นายประจักษ์ วิเคราะห์แบบมองโลกในแง่ร้าย ว่า หากมีความต้องการรักษารัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นกล่องดวงใจในการตรึงสังคมไทยให้อยู่ในสภาพนี้ หากมีการสั่งฟ้องไม่ว่าจำนวนเท่าไร ศาลฎีกาก็อาจพยานหลักฐานหรือสืบสวนเพิ่ม ทำให้จำนวน สว. อาจมากกว่า 67 ไปอีกได้ ดังนั้น การปกป้องรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ก็ต้องไปด้วยกันกับการปกป้อง สว. ส่วนตัวจึงมีความเป็นห่วงว่า ผู้ที่กุมอำนาจอยู่ในปัจจุบันจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น