จับสัญญาณการเดินเกมของ “พรรคส้ม” เห็นได้ชัดว่า ไม่ได้หวังแค่ “เลี้ยงกระแส” เพื่อตุนแต้มสู่โหมดการเมืองในอนาคตเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางหมากหวังดึงกระแสทางการเมืองด้วย 

จากประเด็นร้อนนำมาซึ่งรอยร้าวภายในรัฐบาล กระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา ประเด็นปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) บ่อนเซาะกร่อน “รัฐบาลอนุทิน” อยู่ตลอดเวลา แม้ว่า “หัวหน้าหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ “หัวหน้าแก๊งลูกเทพ” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จะออกมาบอกว่ายังไม่ถึงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แม้ว่าตอนนี้รัฐบาลอยู่มา 6 เดือนแล้ว

ยังไม่นับรวมรอยร้าว “2 น. 1 พ.” คือ “เนวิน-อนุทิน-พิพัฒน์” ที่แม้จะพยายามโชว์หวาน เดินสายโชว์ปึ้ก แต่ลึกๆ คนในพรรครู้ดี หลายเรื่องขบกัน เบียดกัน เพียงแค่มันไม่ได้ใหญ่โตถึงขนาดจะแตกหัก เพราะต่างฝ่ายต่างยังต้องพึ่งจุดแข็งของกันและกัน ด้วยสถานการณ์ทั้งภายนอกและภายใน การปรับทัพครั้งใหญ่ น่าจะรอโอกาสไทม์ไลน์ช่วงเวลาเหมาะสม ที่จะกดปุ่มรีเซตในช่วง 6 เดือนจึงมีอยู่ไม่น้อย เพราะรัฐบาลเห็นปัญหาว่า งานหลายอย่างไม่ออก ให้รัฐมนตรีนั่งแช่ยาว 1 ปี แล้วค่อยปรับไม่เป็นผลดีแน่นอน

 สอดคล้องกับท่าที “ผู้นำประเทศ” ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ยังยืนยันว่าตอนนี้จะไม่มีการปรับ ครม. แต่ไม่ปิดประตูการปรับ ครม. พร้อมบอกว่าการเมืองไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงโอกาสที่ “เสี่ยธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะมีโอกาสร่วมรัฐบาลใน 4 ปีนี้ ส่งสัญญาณแบะท่าให้ “เพื่อนซี้” ได้ใจชื่นขึ้นมาบ้างว่ายังมีหวังจะได้ร่วม ครม.อนุทิน ไม่ได้ปิดกั้น ปิดประตูเหมือนช่วงแรกๆ 

งานนี้ก็คงต้องวัดใจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และ “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ” ดึงเพื่อนรักนายกฯ เข้ามาร่วมรัฐบาลหรือไม่ ก็คงต้องติดตามดูต่อไป แต่ที่เห็นแน่ๆ กลิ่นความไม่พอใจ “แก๊งลูกเทพ” โชยออกมาจากภูมิใจไทยตลอด โดยเฉพาะช่วงหลังหนักหนา เพราะบางกลุ่มใน “ค่ายสีน้ำเงิน” ยังมองว่าเก้าอี้รัฐมนตรี “กระจุกตัว” อยู่กับ “แก๊งลูกเทพ” มากเกินไป ในขณะที่อีกหลายคนเป็น สส. มาหลายสมัย ร่วมหัวจมท้ายกับพรรคมานาน มี สส. ในมือหลายชีวิต แต่ถูกมองข้าม ไม่ได้รับการปูนบำเหน็จเสียที

 อย่างไรก็ดี แม้ “แก๊งลูกเทพ” จะถูกจับจ้องเป็นพิเศษว่า หลายคนอาจจะโดนปรับออก แต่ “ไชยชนก” หัวหน้าแก๊งทำหน้าที่เซฟ “แก๊งลูกเทพ” ถือคติต่อให้นายกฯ ไม่เอา แต่หาก “ครูใหญ่” เอา ย่อมรับประกันความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง แม้ไม่ได้มี สส. ในมือ เพื่อค้ำยันให้ตัวเอง ซึ่งมีรัฐมนตรีอยู่ 2-3 ราย ที่กำลังใช้ยุทธวิธีนี้เพื่อเซฟเก้าอี้ตัวเอง ใช้วิธีเข้าหาครูใหญ่เช้า-เย็น เพื่อเป็นหลักประกันให้ตัวเองยังอยู่ในเก้าอี้รัฐมนตรีต่อไปแม้ว่าจะมีการปรับ ครม.

แน่นอนว่า คนที่รอคิวต่างอยากให้ปรับ แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหว หรือสร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรคได้ เพราะเป็นสิ่งที่ “ครูใหญ่” ไม่ปลื้ม แต่สุดท้ายต้องรอสัญญาณการประเมินผลงานรัฐมนตรีจาก “ครูใหญ่” เพื่อกระตุ้นให้คนที่ “อยากอยู่ต่อ” แข่งกันทำผลงาน ลดแรงกระเพื่อมภายในพรรค เพราะถือว่าให้โอกาสทำงานพอสมควรแล้ว

ซึ่งเป็น “บรรทัดฐาน” ของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่วางเอาไว้.