เหลืออีกไม่กี่วัน เดือน ก.ย.จะผ่านพ้นไป ตามไทม์ไลน์ทางการเมือง พรรคฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ คำถามคือเมื่อถึงวันนั้น พรรคที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ จะร่วมกระบวนการครบทุกพรรคหรือไม่ โดยเฉพาะ “พรรคกล้าธรรม (กธ.)” ที่มี “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ถือธงนำทัพ ซึ่งในช่วงการให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ 70 พรรคสีเขียวเพิ่งยกมือสนับสนุนให้ความเห็นชอบไปแบบ ครบ 58 เสียง โดยจุดยืนของพรรคคือ การพิจารณาทุกเรื่องด้วยเหตุผล สิ่งใดไม่ถูกต้องก็ต้องกล้าทักท้วง สิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็ต้องกล้าสนับสนุน โดยไม่ให้อคติหรือความแตกต่างทางการเมืองมาอยู่เหนือประโยชน์ส่วนรวม

“การเมืองแข่งขันกันได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องของบ้านเมือง เราต้องยืนอยู่ข้างประชาชน สิ่งใดดีเราก็พร้อมสนับสนุน สิ่งใดไม่ถูกต้องเราก็พร้อมตรวจสอบ” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าว

คำถามคือเมื่อถึงเวลาที่พรรคฝ่ายค้านล่ารายชื่อ สส.พรรคฝ่ายค้าน ในการยื่นญัตติซักฟอก “กธ.” จะร่วมลงชื่อหรือไม่ ยิ่ง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรค กธ.โหวตสนับสนุน พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 ให้รัฐบาลว่า มีนัยทางการเมืองหรือการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งหน้าหรือไม่ว่า “เดี๋ยวขอตนไปพูดคุยกับหัวหน้าพรรคกล้าธรรมก่อน ยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่าน” เมื่อถามว่า ถามตรงๆ ว่า พรรค กธ.มีโอกาสร่วมรัฐบาลใน 4 ปีนี้หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า การเมืองมันไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า การปรับคณะ ครม.โดยมีพรรค กธ.เข้ามาร่วมด้วย นายกฯ ตอบว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด  นั่นหมายความว่า หากพรรค กธ.ลงชื่อร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจ  หนทางที่จะได้ร่วมรัฐบาล อาจถูกปิดตาย

ส่วน “พรรค ภท.” แม้เสียงสนับสนุนรัฐบาลจะมากเกือบ 300 เสียง แต่ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ หาก “พรรคเพื่อไทย (พท.)” ถูกกดดันอย่างหนัก เพราะมีส่วนร่วมในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ตัดสินใจยกมือสวนกับพรรคร่วมรัฐบาล  ทำให้ “ภท.” มีปัญหา ดังนั้น ต้องหาทางป้องกันไว้ก่อน เพื่อทำให้รัฐบาลอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ โดยดึงพรรค กธ.เข้าร่วม แต่ไม่ให้มีผลกระทบกับ โควตาของพรรคร่วมรัฐบาล

ที่น่าสังเกต ในระหว่างที่ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบาย และแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ รวมถึงทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการบูรณาการทำงานร่วมกันของทีมประเทศไทย โดยนายกฯ กล่าวว่า กระแสข่าวว่าญี่ปุ่นอาจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยทั้งหมดนั้น จากการพบปะหารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย  ได้รับการปฏิเสธข่าวดังกล่าว  ซึ่งการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย ในปัจจุบันอาจไม่เหมือนกับในอดีต โดยในอดีตไทยเคยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นนับหมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด สอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทย นอกจากนี้รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งญี่ปุ่นให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติในประเทศไทย ทำได้ยากขึ้น มาตรฐานการตรวจของไทย อยู่ในระดับที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ญี่ปุ่นยังคงร่วมมือ และลงทุนในประเทศไทยต่อไป

ในช่วงหนึ่งนายกฯ กล่าว ยืนยันรัฐบาลชุดนี้จริงจังกับการปราบปรามสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมาย ยาเสพติดทุกรูปแบบ ซึ่งได้ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 จนถึงปัจจุบัน โดย 3 เดือนของรัฐบาลก่อนหน้า รวม 7 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์  มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ขอให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลของตนไม่มีใครหากินกับเรื่องพวกนี้เด็ดขาด ไม่มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) คนไหนที่ไปมีความสัมพันธ์กับธุรกิจเทา ธุรกิจเถื่อนทุกรูปแบบ ย้ำว่าไม่มีอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะประนีประนอมกับผู้กระทำผิดกฎหมาย รัฐบาลมีเสถียรภาพในระดับสูงมาก ทั้งเสียงสนับสนุนในรัฐสภา ความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้ง ข้าราชการประจำ และกองทัพ ทำงานร่วมกันอย่างดี ซึ่งปัจจัยความมั่นคง และเสถียรภาพทางการเมือง ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศ ที่สามารถนำไปสื่อสารสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นและนานาชาติได้

ส่วนท่าทีของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน “พรรคประชาชน (ปชน.)” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้านฯ กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้ว ยืนยันอยู่ในกรอบสมัยการประชุมนี้แน่นอน อยู่ภายในช่วงเดือน ต.ค. ไม่เกินต้นเดือน พ.ย. ที่ญัตติจะเข้าสู่สภา แต่ยังให้รายละเอียดได้ไม่มาก เมื่อถามว่า เรื่องฮั้ว สว. จะเป็นประเด็นหลัก หรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เห็นว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีความพยายามในการเตะสกัด หรือพยายามบล็อกไม่ให้นำเรื่องโกง สว. มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็อยากให้ประธานรัฐสภายืนยันในหลักการเช่นนี้ต่อไป เพราะการอภิปรายในตัวคุณสมบัติ พฤติกรรมที่มาจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของรัฐบาลโดยตรง แม้จะอยู่ในหรือนอกรัฐบาลชุดนี้นั้น เป็นสิ่งที่สามารถนำอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

แต่ไม่รู้เป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ เมื่อสอง สส. พรรค ปชน. กำลังเผชิญวิบากกรรมเรื่องของคดีความ หลัง “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรค ปชน. ในฐานะพยานการถือครองอสังหาริมทรัพย์ และการใช้คนไทยเป็นนอมินีให้กับชาวต่างชาติ หลังเลื่อนให้ปากคำต่อดีเอสไอหลายครั้ง ว่า ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ จะออกหมายเรียกอีกครั้ง และเป็นความประสงค์ของนายสมชาติด้วย คาดว่า นายสมชาติจะมา แต่ถ้าไม่มาซึ่งทางดีเอสไอส่งไป 3 รอบแล้ว ต้องดำเนินการตามระเบียบของดีเอสไอ  

เมื่อถามย้ำว่า หากวันที่ 28 ก.ย. นายสมชาติไม่มา จะดำเนินการอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตามระเบียบดีเอสไอต้องไปแจ้งความที่ สน.ทุ่งสองห้อง เป็นไปตาม พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 24 ซึ่งหากไม่มาพบ จะมีโทษ ส่วนคดีหลักต้องดำเนินการต่อไปเลย เมื่อถามว่า หากไม่มาจะออกหมายจับได้เลยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องให้พนักงานสอบสวนดูในรายละเอียด หากไม่มาต้องดำเนินการไปตามนั้น ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หมายถึงออกหมายจับใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า “ครับผม”

พล.ต.ท.รุทธพล ยังกล่าวถึงความคืบหน้า กรณีดีเอสไอจะสรุปฟ้องคดีฟอเร็กซ์ต่ออัยการคดีพิเศษ ว่า ภายในสัปดาห์นี้ดีเอสไอ จะส่งฟ้องคดีดังกล่าวต่ออัยการ ซึ่งผู้ต้องสงสัยที่ถูกฟ้องมีทั้ง นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. และ นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ อดีตศิลปินชื่อดัง ซึ่งเท่าที่ทราบสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว ต้องดูเวลาว่าตัวผู้ต้องสงสัยจะมาหรือไม่ และมาอย่างไร

คงต้องมีคำถามเกิดขึ้น ในช่วงที่แกนนำพรรคฝ่ายค้าน กำลังจะเล่นบทตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่ทำไม สส. ของพรรค ถึงมีปัญหาเรื่องคดีความ โดยเฉพาะ “นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ” สส.ภูเก็ต พรรคปชน. ที่ถูกออกหมายเรียกไป 3 ครั้ง ในฐานะพยานการถือครองอสังหาริมทรัพย์ และการใช้คนไทยเป็นนอมินีให้กับชาวต่างชาติ หากมีหมายเรียกครั้งที่ 4 แล้วไม่มา “ดีเอสไอต้องออกหมายจับ

ทีมข่าวการเมือง