กำลังการผลิตติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ของจีนแซงหน้าถ่านหินเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2026 โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า โซลาร์มีกำลังผลิตอยู่ที่ 1,286 กิกะวัตต์ (GW) ขณะที่ถ่านหินอยู่ที่ 1,285 กิกะวัตต์
ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจีนเพิ่มกำลังผลิตโซลาร์มากกว่า 4 เท่าในช่วงราว 5 ปี ทำให้ปัจจุบันโซลาร์มีสัดส่วนประมาณ 31.5% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของจีน และยังขยายตัว 16.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบขนาดกำลังผลิตของระบบที่ติดตั้งไว้ ไม่ใช่ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง เพราะโซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดด และปริมาณการผลิตยังขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องมากกว่า จึงยังมีบทบาทในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าและรักษาความมั่นคงของระบบ
โซลาร์จีนกระทบไทยอย่างไร
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การเติบโตของโซลาร์จีนมีผลต่อไทยอยู่ 2 ด้าน ด้านแรกคือเรื่องต้นทุนและการเข้าถึงเทคโนโลยี
จีนมีสัดส่วนสูงในห่วงโซ่การผลิตโซลาร์ของโลก เมื่อจีนเพิ่มกำลังผลิตและการแข่งขันในประเทศสูงขึ้น ปริมาณอุปกรณ์ที่เข้าสู่ตลาดโลกก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่สูงขึ้นอาจกดดันต้นทุนเทคโนโลยีให้ลดลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้การลงทุนโซลาร์ในไทยเข้าถึงได้มากขึ้น
อีกด้านคือความพร้อมของระบบไฟฟ้า เพราะเมื่อโซลาร์เข้ามามีสัดส่วนสูงขึ้น ระบบไฟฟ้าต้องรองรับการผลิตที่เปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาและสภาพอากาศมากขึ้น การเพิ่มกำลังผลิตโซลาร์จึงต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน
ประเด็นดังกล่าวเริ่มเกี่ยวข้องกับไทยมากขึ้นเช่นกัน โดยร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2026 (PDP2026) คาดว่าสัดส่วนกำลังผลิตโซลาร์ของไทยจะเพิ่มจากประมาณ 8% ในปี 2026 เป็นราว 28%-34% ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวมภายในปี 2050
เมื่อโซลาร์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ระบบไฟฟ้าจึงต้องปรับวิธีบริหารให้เหมาะกับรูปแบบการผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ ทั้งการปรับการผลิต การใช้ไฟฟ้า และการกักเก็บพลังงาน เพื่อให้ปริมาณไฟฟ้าในระบบยังสมดุลกัน
ธุรกิจต้องเลือกวิธีลงทุน
สำหรับผู้ประกอบการไทย การขยายตัวของโซลาร์อาจช่วยลดค่าไฟฟ้าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้า หรือขอบเขตที่ 2 (Scope 2) โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากในช่วงกลางวัน และมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการลงทุนควรเลือกให้เหมาะกับการใช้ไฟฟ้าของแต่ละธุรกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ผู้ประกอบการควรดูรูปแบบการใช้ไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา (Load profile) แล้วนำมาเปรียบเทียบกับต้นทุนและความคุ้มค่าของทางเลือกต่างๆ
ทางเลือกมีตั้งแต่การลงทุนติดตั้งระบบด้วยตัวเอง ทั้งแบบติดตั้งแบตเตอรี่และไม่ติดตั้งแบตเตอรี่ การใช้บริการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) การเช่าซื้อ (Leasing) ไปจนถึงการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์โดยตรง (Private PPA)
จับตาซัพพลายเชนโซลาร์
นอกจากเรื่องต้นทุนไฟฟ้าแล้ว ธุรกิจที่มีแผนลงทุนหรือเกี่ยวข้องกับโซลาร์ยังต้องติดตามความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพราะการผลิตอุปกรณ์สำคัญของโลกยังมีการกระจุกตัวอยู่ในจีนสูง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อราคาของอุปกรณ์ รวมถึงความต่อเนื่องในการจัดหาในระยะข้างหน้า ผู้ประกอบการจึงต้องมองทั้งต้นทุนการลงทุน รูปแบบการใช้ไฟฟ้า และความเสี่ยงด้านการจัดหาอุปกรณ์ควบคู่กัน
การที่กำลังผลิตโซลาร์ของจีนแซงถ่านหินครั้งแรก จึงเป็นอีกจุดเปลี่ยนที่ต้องจับตา เพราะการขยายตัวของโซลาร์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน แต่ยังเชื่อมโยงกับต้นทุนเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาระบบไฟฟ้า และการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจไทยในระยะต่อไป



