สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ว่ารัฐวิกตอเรีย หนึ่งในรัฐขนาดใหญ่ของออสเตรเลีย ประกาศห้ามก่อสร้างศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ในพื้นที่อยู่อาศัย พร้อมกำหนดให้ศูนย์ข้อมูลต้องจัดหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของโครงการ


มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกฎระเบียบชุดใหม่ เพื่อรับมือกับเสียงคัดค้านจากชุมชนที่เพิ่มขึ้นต่อการขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์


รัฐบาลรัฐวิกตอเรียระบุในแถลงการณ์ว่า แม้ดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่ต้องดำเนินมาตรการเพื่อไม่ให้กระทบต่อทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าในท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ


นายเบน แคร์โรลล์ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ชดเชยความต้องการใช้พลังงานใหม่ ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานเพิ่มเติม นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการรองรับโครงการ


สำหรับระบบหล่อเย็น ดาต้าเซ็นเตอร์จะได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำรีไซเคิล หรือน้ำที่ไม่ใช่น้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคเท่านั้น ขณะเดียวกัน ห้ามก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่อยู่อาศัย และต้องเว้นระยะห่างจากบ้านเรือนอย่างน้อย 150 เมตร


ขณะที่นายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย กำลังผลักดันการกำหนดมาตรฐานระดับประเทศสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้น กับการตอบสนองต่อความกังวลของชุมชนท้องถิ่น


ทั้งนี้ ธนาคารเวสต์แพคประเมินว่า การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ของออสเตรเลียอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 225,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 5.1 ล้านล้านบาท) โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่มีแนวโน้มเกิดขึ้นภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ของอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ).

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES