เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ว่า เจ้าหน้าที่ประมงรายงานการพบปลาหมอคางดำ แล้ว 111 ตัว สร้างความหวั่นวิตกให้กับชาวบ้านและชาวประมงในพื้นที่ ที่ต่างจับตามองอนาคตของแหล่งน้ำสำคัญด้วยความไม่สบายใจ ล่าสุดที่บริเวณสปิลเวย์เขื่อนลำปาว ซึ่งปิดน้ำมาตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน เพื่อกักเก็บน้ำช่วงปลายฤดูฝน พบว่าชาวประมงพื้นบ้านออกหาปลาบางตาผิดปกติ เมื่อสอบถามจึงทราบสาเหตุมาจากปลาลดจำนวนลงอย่างมากเมื่อเทียบกับทุกปีที่ผ่านมา จนหลายคนต้องออกไปหาปลาตามแหล่งอื่นแทน

นายอนุชา ไกรคำ อายุ 56 ปี ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านป่ากล้วย ต.ลำปาว อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ติดตามข่าวปลาหมอคางดำและทราบว่าในเขื่อนลำปาว มีการพบปลาหมอคางดำในบริเวณ 3 จุดทางตอนเหนือของเขื่อนลำปาว กว่า 111 ตัว และจุดที่พบมากที่สุดคือบ้านคำเขื่อนแก้ว ตรงนี้คือการยืนยันชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำแพร่ระบาดในเขื่อนลำปาวแล้วอย่างสิ้นเชิง จึงเกรงว่าหากภาครัฐควบคุมไม่ทัน อาจลุกลามรอบเขื่อน หรือหลุดรอดลงสู่พื้นที่ตอนล่างตามลำน้ำสาขา ครอบคลุม อ.เมือง อ.ยางตลาด อ.กมลาไสย และ อ.ร่องคำ

นายอนุชา ยังเล่าประสบการณ์ตรงจากช่วงที่ทำงานอยู่ จ.นครปฐม ในยุคที่ปลาชนิดนี้ระบาดหนักในภาคกลาง ใช้ตาข่ายจับได้ครั้งละมากๆ ชาวบ้านสมัยนั้นเรียกมันว่า “ปลานิลน้อย” ก่อนจะรู้ภายหลังว่าคือ “ปลาหมอคางดำ” ตัวการที่แพร่พันธุ์เพราะคนไม่นิยมกินเป็นอาหาร แม้ปลาชนิดนี้จะชอบน้ำกร่อย น้ำนิ่ง ไม่ลึก ต่างจากน้ำจืดในเขื่อนลำปาว ทำให้คาดว่าจะแพร่กระจายช้ากว่า เพราะยังมีคนจับและมีปลานักล่าคอยควบคุมตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตามอยากเตือนว่าไม่ควรประมาท เพราะสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ปรับตัวเก่ง อาจกลายพันธุ์หรือผสมข้ามสายพันธุ์กับปลานิลเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

รายงานแจ้งว่า กรณีการพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว การประกาศภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัด ตามเกณฑ์ของกรมประมง จำเป็นต้องพบอัตราความหนาแน่นของปลาหมอคางดำ ความชุกชุมไม่เกิน 10 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร โดยผู้เชี่ยวชาญของศูนย์วิจัยพัฒนาน้ำจืด กรมประมง เป็นผู้ตรวจสอบ ที่ในขณะนี้การพบในพื้นที่น่านน้ำเขตอำเภอหนองกุงศรี ยังอยู่ในเกณฑ์การเฝ้าระวัง

ส่วนการปรับเกณฑ์เพื่อการป้องกันจึงยังขึ้นอยู่ในการพิจารณาของ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่การประกาศภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินโดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์นั้น จะเป็นไปตามเกณฑ์การประกาศภัยพิบัติของ “กรมประมง” ที่ผู้เชี่ยวชาญศูนย์วิจัยพัฒนาน้ำจืด กรมประมง ต้องรายงานยืนยันให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบและกรมประมงจะต้องประกาศเป็นพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำก่อน จากนั้นจึงนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบพิบัติอำเภอ/จังหวัดตามลำดับ จึงจะสามารถประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอ/จังหวัด ตามลำดับ

ส่วนการพบปลาหมอคางดำ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 69 ปัจจุบันมีจำนวน 111 ตัว สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ แจ้งว่า ปลาหมอคางดำที่พบ ปรากฏเป็นปลาเพศเมียที่มีไข่ จำนวน 12 ตัว แต่ละตัวมีความหนาแน่นของจำนวนไข่ประมาณ 200-400 ฟอง ยังไม่พบว่ามีปลาหมอตัวผู้อมไข่หรือตัวลูกปลาไว้ในปาก ดังนั้นการที่ไม่พบลูกปลาหมอคางดำขนาดเล็ก จึงถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่ยังไม่เข้าข่ายว่ามีการระบาดรุนแรง ส่วนปลาหมอคางดำที่พบทุกจุด เจ้าหน้าที่กรมประมง ได้ตัดตัวอย่างครีบปลาหมอคางดำ เพื่อส่งตรวจดีเอ็นเอ ที่กรมประมง เพื่อหาแหล่งที่มาว่าปลาหมอคางดำที่ระบาดในเขื่อนลำปาว มีชนิดดีเอ็นเอตรงกับปลาหมอคางดำที่ระบาดไปแล้วหรือไม่ ที่ยังคงรอผลยืนยันการตรวจจากกรมประมงต่อไป

อย่างไรก็ตาม ด้านความเคลื่อนไหวจากภาครัฐ มีรายงานว่า นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมนำทีมลงพื้นที่เขื่อนลำปาวโดยตรงในวันที่ 26 กันยายนนี้ ที่บริเวณตำบลหนองสรวง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ เพื่อเร่งสกัดกั้นการแพร่ระบาด พร้อมย้ำภารกิจหลัก “คุมให้อยู่ ไม่ให้แพร่กระจายเพิ่ม” ก่อนสถานการณ์จะบานปลายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในภาคกลางมา ก่อนที่ “ปลาหมอคางดำ” จะกลายเป็นฝันร้ายซ้ำรอยระบบนิเวศแหล่งน้ำสำคัญของกาฬสินธุ์