สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในงานเสวนาวิชาการ ‘อนาคตของการกำกับดูแลการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็กไทย’ เพื่อหารือร่างพระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก พ.ศ. …. โดยมี ‘ดร.ทองดี ปาโส’ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ส.อ.ท. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

เวทีดังกล่าวเปิดให้หลายภาคส่วนร่วมพูดคุยถึงผลของร่างกฎหมายทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม เนื่องจากมาตรการที่กำหนดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลายกลุ่ม ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม สื่อและการโฆษณา ธุรกิจค้าปลีก การสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและงานอีเวนต์ รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยมีการหยิบประเด็นเรื่องนิยามและช่วงอายุของ ‘เด็ก’ ขึ้นมาพิจารณา

ตามร่างกฎหมายไทย เด็กหมายถึงผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ขณะที่แนวทางในต่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรความร่วมมือในการทำการตลาดอย่างมีความรับผิดชอบของสหภาพยุโรป (EU Pledge) ใช้เกณฑ์อายุแตกต่างกัน ตั้งแต่ต่ำกว่า 12 ปี ถึงต่ำกว่า 15 ปีในบางประเทศ ที่ประชุมจึงมีการแลกเปลี่ยนถึงพัฒนาการ พฤติกรรมการบริโภค และการใช้สื่อของเด็กแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15-17 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงวัยที่มีความสามารถในการตัดสินใจซื้อและรู้เท่าทันสื่อมากขึ้น

สำหรับเยาวชนอายุ 15-17 ปี ที่ประชุมยังหารือถึงแนวทางกำกับดูแลสื่อ เนื่องจากพฤติกรรมการใช้สื่อของกลุ่มนี้ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ โดยมีการเสนอให้พิจารณาการกำกับที่เนื้อหา (Content-led) มากกว่าการจำกัดอายุผู้ใช้งานแพลตฟอร์มและโซเชียลมีเดีย เนื่องจากแพลตฟอร์มดิจิทัลยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน

อีกเรื่องที่ถูกหยิบมาหารือคือสภาพแวดล้อมด้านอาหารที่เด็กพบเจอในชีวิตประจำวัน โดยอาหารและเครื่องดื่มบรรจุภัณฑ์สำเร็จคิดเป็นประมาณ 20% ของอาหารที่เด็กเข้าถึงและบริโภค ขณะที่อีก 80% มาจากแหล่งอื่น ทั้งอาหารจากบ้านและครอบครัว อาหารในโรงเรียน ร้านอาหาร อาหารข้างทาง และตลาด

ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมจึงมีการพูดถึงการออกแบบกฎหมายให้ครอบคลุมบริบทการกินของเด็กในชีวิตประจำวัน รวมถึงต้องพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและต้นทุนในการปรับแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐกำหนดระยะเปลี่ยนผ่านและมาตรการรองรับ เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้เป็นขั้นตอน

เสนอสร้างระบบนิเวศอาหาร ควบคู่กฎหมาย

จากประเด็นดังกล่าว ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐส่งเสริมสุขภาพเด็กภายใต้กรอบระบบนิเวศอาหาร (Healthy Food Ecosystem) โดยดูทั้งการเข้าถึงอาหารที่เหมาะสม ข้อมูลโภชนาการ และสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ควบคู่กับการเพิ่มความรู้ด้านโภชนาการในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าใจเรื่องโภชนาการและสามารถตัดสินใจเลือกบริโภคอาหารจากแหล่งต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวได้เหมาะสม

ส.อ.ท. ยังเสนอให้ศึกษาการกำหนดช่วงอายุของเด็กให้สอดคล้องกับพัฒนาการและวุฒิภาวะอย่างรอบด้าน รวมถึงพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มฯ (คตอด.) ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อให้แนวทางกำกับดูแลสามารถนำไปใช้ได้จริง

ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมระบุถึงการส่งเสริมการตลาดอย่างรับผิดชอบผ่านความร่วมมือต่าง ๆ เช่น องค์กรความร่วมมือในการทำการตลาดอย่างมีความรับผิดชอบของประเทศไทย (Thai Pledge) โดยเวทีเสวนาครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วนแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมอง เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาแนวทางกำกับดูแลการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเด็กต่อไป