สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ว่า ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องเกาหลีเหนือฟื้นฟูความไว้วางใจ และกลับมาเจรจากันอีกครั้ง หลังสองฝ่ายเพิ่งตอบโต้กันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับเหตุทุ่นระเบิดในเขตปลอดทหาร (ดีเอ็มซี)


อีกล่าวถึงเรื่องนี้ ในสุนทรพจน์เนื่องในวันกองทัพเกาหลีใต้ว่า หวังว่าเกาหลีเหนือจะร่วมเดินหน้าสู่การฟื้นฟูความไว้วางใจและการกลับมาเจรจา หลังการติดต่อระหว่างสองฝ่ายหยุดชะงักมาเป็นเวลานาน


ขณะเดียวกัน ผู้นำเกาหลีใต้ให้คำมั่นจะเดินหน้ามาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตึงเครียดทางทหารระหว่างสองเกาหลี


อีย้ำเป้าหมายผลักดันการถ่ายโอนอำนาจการบัญชาการปฏิบัติการในช่วงสงครามจากสหรัฐกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเกาหลีใต้ โดยระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระยะยาวในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศด้วยตนเอง


สำหรับแผนปฏิรูปกองทัพในภาพรวม ผู้นำเกาหลีใต้กล่าวว่า มีแผนพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้แล้วเสร็จ ภายในช่วงกลางทศวรรษ 2030 พร้อมยกระดับระบบป้องกันขีปนาวุธ รวมถึงระบบบัญชาการและควบคุมที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และระบบสกัดกั้นด้วยเลเซอร์พลังงานสูง


นอกจากนี้ เกาหลีใต้จะขยายขีดความสามารถด้านเอไอ ปรับโครงสร้างกองทัพให้รองรับรูปแบบการทำสงครามในอนาคต และเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบป้องกันประเทศ 3 แกนหลัก ซึ่งมุ่งตรวจจับและสกัดกั้นภัยคุกคามจากขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ


ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหนึ่งวัน หลังเกาหลีใต้และกองบัญชาการสหประชาชาติ (ยูเอ็นซี) ระบุว่า เกาหลีเหนือละเมิดข้อตกลงสงบศึกสงครามเกาหลี จากเหตุทหารเกาหลีใต้ 3 นายได้รับบาดเจ็บ จากการเหยียบทุ่นระเบิด ระหว่างลาดตระเวนในเขตดีเอ็มซี เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม น.ส.คิม โย-จอง น้องสาวของนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมกล่าวหาว่าเกาหลีใต้สร้างหลักฐานและบิดเบือนผลการตรวจสอบ รวมถึงเตือนว่าเกาหลีเหนืออาจดำเนินมาตรการตอบโต้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS