เข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. 69 ถือเป็นอีกหนึ่ง “ฤดูเปลี่ยนผ่าน” ของแวดวงพลังงานไทย เมื่อหลายองค์กรสำคัญเริ่มส่งต่อภารกิจจากผู้บริหารรุ่นเดิมสู่แม่ทัพคนใหม่ ไล่ตั้งแต่ปลัดกระทรวงพลังงาน มาถึงผู้บริหารในกลุ่มปตท. และกลุ่มบางจาก ที่จะเริ่มมีผลต้นปี 1 ม.ค.70 โดยแต่ละคนล้วนมีเส้นทาง และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แต่โจทย์เดียวกัน คือ การพาองค์กรเดินหน้าท่ามกลางโลกพลังงานที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

“ฉันทานนท์ วรรณเขจร” ปลัดพลังงานข้ามห้วย กับภารกิจใหญ่ปฏิรูปพลังงาน

เริ่มจาก “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” หัวเรือใหญ่ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ที่ย้ายข้ามห้วยมาจากผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากก่อนหน้านี้เคยอยู่กระทรวงเกษตรฯ มาก่อน เป็นมือประสาน ทำงานใกล้ชิดกับการเมือง ก็ต้องติดตามว่า “โจทย์ใหญ่” ที่การเมืองอย่างได้คนนอกเข้ามาทำอย่าง “การปฏิรูปพลังงาน” จะสำเร็จหรือไม่ อย่างไร? เพราะเป็นที่รู้กัน เรื่องพลังงาน เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีผู้เล่นไม่ธรรมดาหลายแห่ง จะขยับอะไรแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงทำให้ต้องใช้บริการคนนอกกระทรวง!!


“คณิตา ศาศวัตายุ” แม่ทัพหญิงแกร่งลูกหม้อปตท.สผ. จากสายบริหาร สู่ภารกิจความมั่นคงพลังงาน

ที่น่าสนใจหนีไม่พ้น “ซีอีโอบริษัทในกลุ่มปตท.” แทบจะเปลี่ยนใหม่เกือบยกแผง ถึง 3 บริษัทใหญ่ เข้ามาแทนที่ซีอีโอเก่าที่ถึงคราววาระปลดเกษียณ เริ่มจาก “คณิตา ศาศวัตายุ” แม่ทัพหญิงแกร่งลูกหม้อปตท.สผ. ขึ้นแท่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69


ภารกิจของซีอีโอหญิงคนใหม่ ที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากกว่า 30 ปี ย้ำชัด ต้องรักษาความสามารถในการผลิตปิโตรเลียม เพื่อรองรับการความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ขณะเดียวกันจะเดินหน้าสร้างการเติบโตในต่างประเทศ รวมทั้งการบริหารองค์กรและบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน อีกโจทย์สำคัญคือการพา ปตท.สผ. รับมือกับ Energy Transition ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารต้นทุน ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและสร้างผู้นำรุ่นใหม่ พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 93 เพื่อให้ ปตท.สผ. เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน


“ศิริเมธ ลี้ภากรณ์” จาก IRPC สู่แม่ทัพคนใหม่ 36 ปีในพลังงาน–ปิโตรเคมี รับไม้ต่อ IRPC


อีกหนึ่งผู้บริหารที่เปลี่ยนบทบาทในวันที่ 1 ต.ค. คือ “ศิริเมธ ลี้ภากรณ์” ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไออาร์พีซี โดย “ศิริเมธ” มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีกว่า 36 ปี ครอบคลุมตั้งแต่งานวิศวกรรม การพัฒนาธุรกิจ การวางแผนและบริหารกลยุทธ์ ไปจนถึงการบริหารองค์กร

เส้นทางการทำงานของเขาอยู่ทั้งใน IRPC และบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานแผนธุรกิจองค์กร IRPC ก่อนถูกมอบหมายให้ไปทำงานใน GPSC ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ และยังรับบทบาทรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กิจการพิเศษ 3 – PTT Group Operational Excellence

ประสบการณ์ที่ผ่านทั้ง “โรงกลั่น-ปิโตรเคมี-ไฟฟ้า-การวางกลยุทธ์ -Operational Excellence” จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ติดตัวมาสู่บทบาทใหม่ โดยโจทย์ต่อจากนี้คือการเสริมความแข็งแกร่งให้ IRPC และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี


“เชิดชัย บุญชูช่วย” รับไม้ต่อ GPSC จากสายปฏิบัติการ สู่การขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต

ฝั่ง บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ก็มีการเปลี่ยนแม่ทัพเช่นกัน โดย “เชิดชัย บุญชูช่วย” เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ และกรรมการบริหารความเสี่ยง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

GPSC ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญของกลุ่ม ปตท. ในการเดินหน้าสู่ธุรกิจพลังงานยุคใหม่ ดังนั้น ภายใต้แม่ทัพคนใหม่ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การต่อยอดธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างการเติบโตท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน

กลุ่มปตท. ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ ยังมี 2 ตำแหน่งใหญ่ ที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า การแต่งตั้งคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งจริงๆ หรือคนที่ใกล้ชิดกับการเมือง คือ ตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แทน “ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง” ที่จะครบวาระในช่วงเดือนเม.ย. 70 คาดว่า อีกไม่นานจะมีการเปิดสรรหาตำแหน่ง

รวมถึงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ แทน “ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่” ซีอีโอปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุครบ 60 ปี ประมาณ ก.พ. 70 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดรับสมัครสรรหาไปแล้ว โดยกำหนดให้ยื่นสมัครด้วยตัวเองระหว่างวันที่ 22 ก.ย. – 5 ต.ค. 69

อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ตำแหน่งใหญ่ของกลุ่มปตท. ขณะนี้มีกระแสข่าวหน้าหูว่า มีโอกาสสูงที่จะถูกการเมืองเข้ามาล้วงลูกแทรกแซงในการแต่งตั้ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่า เป็นข้อมูลจริงเท็จประการใด จะรู้อย่างชัดเจนอีกครั้ง หลังจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร ก็ต้องมาดูความสามารถ ความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร!! โดยเฉพาะตำแหน่ง ซีอีโอปตท. เป็นตำแหน่งสำคัญ ต้องเป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญรอบด้าน เพราะต้องดูภาพใหญ่ของกลุ่มปตท. ที่ตอนนี้ทิศทางพลังงานโลก ผันผวนอย่างหนัก


“บัณฑิต หรรษาไพบูลย์” แม่ทัพใหม่บางจาก จากโรงกลั่น – การตลาด สู่เก้าอี้ CEO กลุ่มบางจาก

ข้ามฟากมาที่ค่ายพลังงานเอกชนอย่าง บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น เตรียมเปลี่ยนแม่ทัพเช่นกัน โดย “บัณฑิต หรรษาไพบูลย์” ผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บางจากฯ จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ แทน “ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ที่ครบวาระตามสัญญา โดยจะไปมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 70 โดย “บัณฑิต” อายุ 54 ปี มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมและบริหารธุรกิจ จบ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ MBA จาก Lehigh University สหรัฐฯ

เส้นทางการทำงานในช่วงที่ผ่านมาอยู่กับบางจาก โดยรับผิดชอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ โรงกลั่นและการตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจพลังงานดั้งเดิม ขณะเดียวกันยังผ่านการอบรมด้านธรรมาภิบาลและการบริหารในระดับผู้บริหาร ทั้ง Director Certification Program, Financial Statements for Directors, หลักสูตรวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ และ Executive Development Program

การขึ้นรับตำแหน่ง CEO กลุ่มบางจากในปี 70 จึงเป็นอีกหนึ่งการส่งต่อที่น่าจับตา เพราะต้องบริหารทั้งธุรกิจพลังงานดั้งเดิมและการต่อยอดธุรกิจใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และทิศทางพลังงานโลก

เรียกได้ว่า แม่ทัพใหม่ที่สลับปรับเปลี่ยนขึ้นมา ล้วนแต่มี “โจทย์เดียวกัน” ของโลกพลังงาน แม้เส้นทางจะแตกต่างกัน แต่การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมพลังงาน ตั้งแต่ ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน การลดคาร์บอน ไปจนถึง AI และเทคโนโลยีพลังงานใหม่

จากกระทรวงพลังงานถึงบริษัทพลังงานรายใหญ่ การส่งต่อเก้าอี้ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “เปลี่ยนคน” แต่คือการส่งต่อภารกิจในการรับมือกับโลกพลังงานยุคใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน