ภูมิภาคคาลินินกราดเป็นดินแดนขนาดราว 15,100 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลบอลติก โดยไม่มีพรมแดนทางบกเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ของรัสเซีย ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดกับลิทัวเนีย ส่วนทิศใต้ติดกับโปแลนด์ ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และสหภาพยุโรป (อียู)


เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นเมืองเคอนิกส์แบร์กของปรัสเซียตะวันออก ก่อนถูกโอนให้สหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตามข้อตกลงพ็อตสดัมในปี 2488 ชาวเยอรมันจำนวนมากถูกขับออกจากพื้นที่ และเมืองได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นคาลินินกราด เพื่อเป็นเกียรตินายมิคาอิล คาลินิน ผู้นำระดับสูงของสหภาพโซเวียต


เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 2534 และลิทัวเนียประกาศเอกราช คาลินินกราดจึงกลายเป็นดินแดนส่วนแยกของรัสเซียบนแผ่นดินยุโรป และเป็นพื้นที่ของรัสเซียที่ถูกล้อมรอบด้วยประเทศสมาชิกนาโตโดยสมบูรณ์


เหตุผลสำคัญประการแรกคือทำเลทางทะเล คาลินินกราดเป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองเรือบอลติกของรัสเซีย รวมถึงฐานทัพเรือที่เมืองบัลติสก์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิบัติการทางทะเลของรัสเซียในภูมิภาค ขณะที่ท่าเรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของรัสเซีย มีข้อจำกัดจากสภาพน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาว


ประการที่สอง คือศักยภาพด้านการทหาร รัสเซียพัฒนาคาลินินกราดให้เป็นฐานปฏิบัติการและที่ตั้งระบบอาวุธหลายประเภท ทั้งขีปนาวุธอิสกันเดอร์-เอ็ม ซึ่งสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศเอส-400 และขีปนาวุธต่อต้านเรือ ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีศักยภาพในการคุกคามเป้าหมายและจำกัดการเคลื่อนไหวของกองกำลังนาโตในทะเลบอลติก


ศักยภาพดังกล่าวทำให้คาลินินกราดมีความสำคัญมากกว่าขนาดของดินแดน และกลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงความมั่นคงของรัสเซียเข้ากับสมดุลทางทหารในยุโรปเหนือ


หัวใจของความเสี่ยงอยู่ที่แนวพรมแดนระหว่างโปแลนด์กับลิทัวเนีย ซึ่งมีความยาวราว 100 กิโลเมตร และเป็นที่รู้จักในชื่อ “ช่องแคบซูวาลกี” เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางบกสำคัญที่เชื่อมเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย เข้ากับโปแลนด์และประเทศสมาชิกนาโตแห่งอื่น


ด้านหนึ่งมีคาลินินกราดของรัสเซียอยู่ทางตะวันตก ขณะที่อีกด้านคือเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของรัฐบาลมอสโก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจุดที่เปราะบางที่สุดของแนวป้องกันรัฐบอลติก หากเส้นทางนี้ถูกตัดขาด การส่งกำลังบำรุงทางบกไปยังรัฐบอลติกทั้งสามจะทำได้ยากขึ้น และอาจต้องพึ่งพาเส้นทางทางทะเลหรือทางอากาศมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางของช่องแคบซูวาลกีเป็นเรื่องสองด้าน เพราะคาลินินกราดเองก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตัดขาดจากรัสเซียแผ่นดินใหญ่เช่นกัน ทั้งเสบียง เชื้อเพลิง และสินค้าจำเป็นบางส่วนต้องพึ่งพาเส้นทางผ่านลิทัวเนียหรือเส้นทางทะเล


ความตึงเครียดเคยเพิ่มสูงขึ้นในปี 2565 เมื่อลิทัวเนียจำกัดการขนส่งสินค้าบางประเภทไปยังคาลินินกราดตามมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป ส่งผลให้รัฐบาลมอสโกออกมาเตือนถึงการตอบโต้ และสะท้อนให้เห็นว่าการขนส่งผ่านพื้นที่ดังกล่าวสามารถกลายเป็นประเด็นความมั่นคงได้อย่างรวดเร็ว


หลังฟินแลนด์และสวีเดนเข้าร่วมเป้นสมาชิกนาโต ทะเลบอลติกมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของพันธมิตรมากขึ้น ขณะที่คาลินินกราดยิ่งถูกมองว่า อยู่ในสภาพแวดล้อมทางทหารที่ไม่เอื้ออำนวยต่อรัสเซีย และอาจเป็นแรงผลักดันให้มอสโกคงหรือเพิ่มศักยภาพทางทหารในพื้นที่


ด้านนาโตเพิ่มความพร้อมในการป้องกันภูมิภาค โดยโปแลนด์เดินหน้าโครงการ “โล่ตะวันออก” เพื่อสร้างแนวป้องกันตามชายแดน รวมถึงป้อมปราการ บังเกอร์ ระบบเฝ้าตรวจ และมาตรการต่อต้านโดรน ขณะที่กองกำลังพันธมิตรหลายชาติยังคงประจำการในโปแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมกำลังตามแนวปีกตะวันออกของนาโต


ในเดือน ก.ย. ปีนี้ มีรายงานเกี่ยวกับการเตรียมแผนอพยพพลเรือนของลิทัวเนียและโปแลนด์ รวมถึงการวางเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบซูวาลกี สะท้อนว่าการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในภูมิภาคมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงจากตลาดคาดการณ์หรือแบบจำลองต่าง ๆ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการคาดการณ์ว่าจะเกิดสงครามโดยตรง เพราะตัวเลขเหล่านี้สะท้อนมุมมองของผู้เข้าร่วมตลาดหรือแบบจำลอง ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์


สถานการณ์ที่ถูกจับตามองจึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การปะทะข้ามพรมแดนแบบเปิดเผย แต่รวมถึงการดำเนินการในพื้นที่สีเทา เช่น การรบกวนสัญญาณจีพีเอส การละเมิดน่านฟ้า การโจมตีหรือก่อกวนโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล ตลอดจนแรงกดดันต่อเส้นทางขนส่ง ซึ่งแต่ละกรณีอาจมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน และสร้างความยากลำบากในการระบุว่าเป็นการโจมตีทางทหารโดยตรงหรือไม่


ความเสี่ยงสำคัญของคาลินินกราดจึงอยู่ที่ การเป็นพื้นที่ซึ่งผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัสเซียและนาโตมาบรรจบกันในระยะประชิด เมื่อกองกำลังและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กัน เหตุการณ์เล็ก ๆ จึงมีโอกาสสร้างแรงกดดันทางการเมืองและการทหารที่ใหญ่กว่าขนาดของพื้นที่ และทำให้การประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบมีความสำคัญยิ่งขึ้น.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES