นายจิรายุ สายแสงทอง เลขานุการสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) เปิดเผยบทวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมโลหะวิทยา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ภาคธุรกิจ วิศวกร ผู้รับเหมา และผู้บริโภค ต่อข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของเหล็กเส้นก่อสร้างที่ผลิตจากเทคโนโลยีเตาหลอมแม่เหล็กไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) โดยยืนยันด้วยเอกสารวิชาการและมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากลว่า คุณภาพของเหล็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทเตาหลอม แต่ขึ้นอยู่กับระบบการปรุงน้ำเหล็กและการควบคุมกระบวนการผลิตปลายทาง

สมาคมฯ ได้สรุป 4 ประเด็นหลักทางธุรกิจและเทคโนโลยีเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้
เตาหลอมมีหน้าที่เพียง “ละลาย” – ความบริสุทธิ์อยู่ที่เทคโนโลยี LRF: ตามหลักโลหะวิทยาอุตสาหกรรม เตาหลอมปฐมภูมิไม่ว่าจะเป็นระบบ IF หรือ EAF (Electric Arc Furnace) มีหน้าที่หลักคือการหลอมวัตถุดิบให้ละลายเท่านั้น ส่วนการกำจัดสิ่งเจือปนและการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก (เช่น การลดปริมาณกำมะถัน) เป็นหน้าที่ของ “เตาปรุงน้ำเหล็กขั้นที่สอง” (Ladle Refining Furnace: LRF) โรงงานที่ใช้เตา IF ควบคู่กับเตา LRF จึงสามารถผลิตน้ำเหล็กที่มีความบริสุทธิ์สูงและได้มาตรฐานทัดเทียมกับทุกเทคโนโลยีการหลอม
แก้ปัญหาเหล็กเปราะด้วยกระบวนการ TMT และ Ca-Si Injection: คุณสมบัติความเหนียวหรือเปราะของเหล็กเส้นเกิดจากกระบวนการรีดร้อนและการคายความร้อน (Thermo-Mechanical Treatment: TMT) ไม่ใช่ชนิดของเตาหลอม โดยปัญหาเหล็กตกสเปกมักเกิดจากโรงงานที่ข้ามขั้นตอนการใช้เตา LRF ซึ่งหากผู้ผลิตใช้ระบบ LRF ร่วมกับการฉีดสารแคลเซียมซิลิเกต (Ca-Si) เพื่อปรับรูปทรงสิ่งเจือปนให้เป็นทรงกลมขนาดเล็ก (Globular Inclusion) ก็จะสามารถขจัดปัญหาความเค้นและความเปราะในเนื้อเหล็กได้อย่างสมบูรณ์

มาตรฐานสากลเน้นประเมินที่ “ผลิตภัณฑ์ปลายทาง” (Performance-based): มาตรฐานวิศวกรรมโครงสร้างระดับสากล เช่น ISO 6935-2, ASTM A706 รวมถึง IS 1786 ของอินเดีย (ซึ่งรับรองเหล็กต้านแผ่นดินไหวเกรดสูง Fe 500D) ล้วนประเมินคุณภาพที่ตัวผลิตภัณฑ์ปลายทางเป็นสำคัญ โดยไม่มีข้อกำหนดกีดกันประเภทของเตาหลอม การพิจารณาว่าเหล็กได้มาตรฐานต้านแผ่นดินไหวหรือไม่นั้น จะวัดจากค่าทางกล ได้แก่ อัตราส่วนแรงดึงต่อแรงยืด (TS/YS Ratio ≥ 1.25) และ ค่าความยืดตัวสูงสุด (Agt ≥ 7.5 – 10%)
ไขข้อข้องใจนโยบายจีนปี 2017 สู่การเป็นเทคโนโลยี Green Steel: สำหรับกระแสข่าวเรื่องรัฐบาลจีนสั่งปิดเตา IF ในปี 2017 เนื่องจากเทคโนโลยีไม่ได้มาตรฐานนั้น เป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โดยแท้จริงแล้วนโยบายดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อ “ลดกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity)” กว่า 100 ล้านตัน และเป็นการปราบปรามโรงงานผิดกฎหมายที่หลบเลี่ยงภาษีและไม่มีระบบ LRF ทั้งนี้ เตาหลอม IF ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้า หากได้รับการติดตั้งระบบดักฝุ่นที่ได้มาตรฐานและเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานหมุนเวียน จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ () ต่ำกว่าการถลุงเหล็กแบบดั้งเดิมอย่างมาก ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่เหล็กสีเขียว (Green Steelmaking) ในอนาคต
สมาคมฯ เชื่อมั่นว่าการมุ่งเน้นควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากลและการนำเทคโนโลยีการปรุงน้ำเหล็กLRF มาใช้ จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยอย่างยั่งยืน



