นายวัชระพล ขาวขำ รมช. เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมภายหลังกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 4- 7 ต.ค.นี้ ที่จะเริ่มมีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่ รวมถึงในช่วงวันที่ 9- 12 ต.ค. มีการคาดการณ์สถานการณ์ฝนจะหนักเหมือนในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ว่า ได้สั่งการให้กรมประมง จัดชุดเฉพาะกิจพร้อมเจ้าหน้าที่ รถยนต์ และเรือตรวจการประมง 30 ลำ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย โดยจะให้ความสำคัญกับพื้นที่น้ำสูง ชุมชนที่เดินทางลำบาก และการขนส่งสิ่งของจำเป็นก่อน รวมถึงประสานจังหวัด คัดเลือกพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safety Area เพื่อเป็นจุดรับและกระจายสิ่งของ ข้าวสาร อาหาร นม และอาหารสัตว์ โดยต้องเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย มีผู้รับผิดชอบ และจัดส่งต่อถึงประชาชนได้จริง พร้อมประสานสนับสนุนศูนย์พักพิงในพื้นที่ ซึ่งเบื้องต้น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่รองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ให้สามารถเข้าพักพิงและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ยังให้หน่วยงานด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ประเมินความช่วยเหลือ และเตรียมฟื้นฟูเกษตรกร ทั้งการเคลื่อนย้ายสัตว์ การจัดเตรียมหญ้าและพืชอาหารสัตว์ การดูแลสุขภาพสัตว์ และการให้คำแนะนำลดความเสียหายด้านพืชและสัตว์น้ำ พร้อมสำรวจและตรวจสอบความเสียหายตั้งแต่ขณะเกิดภัย เพื่อเตรียมช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งยังจัดเตรียมก้อนจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ หรือ EM Ball แจกจ่ายให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย เผื่อในกรณีที่น้ำท่วมขังนานจนเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น พร้อมยังได้เน้นย้ำภารกิจตามที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบแนวทางการรับมือต่ออุทกภัยในครั้งนี้

ขณะที่ นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลการประชุมเพื่อรับมืออุทกภัยว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในการเฝ้าระวัง เตรียมความพร้อม บริหารจัดการน้ำ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร โดยมีทั้งการสนับสนุนเครื่องมือ บุคลากร การประเมินความเสียหาย และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมสนับสนุนอาหารน้ำดื่ม ถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นในพื้นที่ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและเกษตรกร และเร่งฟื้นฟูการประกอบอาชีพหลังสถานการณ์คลี่คลาย และได้สั่งการให้จัดระบบติดตาม และช่วยเหลือ 4 กลุ่มพื้นที่ ได้แก่ ภาคตะวันออก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ และปริมณฑล และลุ่มน้ำแม่กลองแล้ว