ออกเดินทางไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1081 สายสันติสุข-บ่อเกลือ มีจุดหมายแรกอยู่ที่ “โค้งเลข 3” จุดชมวิวบนถนนลอยฟ้าที่มีโค้งหักศอกมองจากมุมสูงแล้วมีรูปร่างคล้ายกับเลข “3” จุดเช็กอินที่ใคร ๆ ที่ตั้งใจจะไปบ่อเกลือ-สะปัน ต้องผ่านและต้องแวะซึ่งจะสวยงามเป็นพิเศษในช่วงกรีนซีซั่น เพราะพื้นที่ทิวเขาโดยรอบที่โอบล้อมอยู่นั้นเต็มไปด้วยสีเขียวสบายตา

ไม่ใช่แค่พักชมวิว แต่เป็นการพักจากความมึนกับเส้นทางคดเคี้ยวที่ผ่านมา และกำลังจะเดินทางต่อไปอีกหลายสิบโค้ง เพื่อเดินทางต่อไปยัง “บ่อเกลือ” ดินแดนแห่งทองคำขาว เพราะในอดีตเกลือภูเขาหรือเกลือสินเธาว์ คือสิ่งล้ำค่าที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการถนอมอาหารในยุคที่ยังไม่มีตู้เย็นเป็นตัวช่วย

แม้วันนี้เกลือภูเขาจะไม่ใช่สินค้าล้ำค่าอย่างในอดีต แต่ชาวบ้านที่นี่ยังคงต้มเกลือด้วยวิธีแบบดั้งเดิม ตั้งแต่ตักน้ำเกลือจากบ่อส่งผ่านมาตามลำไม้ไผ่สู่บ่อพัก ก่อนจะนำน้ำเกลือมาต้มในกระทะใบบัวขนาดใหญ่ เคี่ยวจนน้ำงวดแห้ง และตักเลือกขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำในชะลอมขนาดใหญ่ ก่อนจะถึงขั้นตอนสุดท้ายอย่างการเติมสารไอโอดีน เพราะเกลืภูเขาไม่มีไอโอดีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนเกลือทะเล นอกจากขายเกลือแบบที่ไว้ใช้ในครัวแล้ว ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมทั้งเกลือสปาขัดผิว ดอกเกลือสำหรับบำรุงผิว เกลือล้างผัก เกลือแช่เท้า สบู่เกลือ

หากเดินทางมาในช่วงฤดูฝน อาจจะได้ชมแต่บ่อเกลือกับช้อของที่ระลึก เพราะตลอด 3 เดือนของช่วงเข้าพรรษา ชาวบ่อเกลือจะงดทำเกลือเพราะเป็นฤดูฝน หากอยากมีดูพิธีกรรมโบราณโดยเฉพาะพิธีกรรมสำคัญอย่างพิธีบวงสรวงเจ้าหลวงบ่อ ต้องจัดตารางเดินทางให้ตรงกับวันแรม 9 ค่ำ ของเดือน 5 มาช่วงหน้าฝนไม่ได้ชมพิธีกรรม ไม่ได้ดูการต้มเกลือ บ้านบ่อหลวงยังมีกิจกรรมอย่างการแช่เท้าให้ฟินแทน

“รฤก บ่อเกลือ” คือเจ้าแรก ๆ ที่เริ่มให้บริการแช่เท้าและนวดเท้าผ่อนคลาย โดยมีน้ำสมุนไพรสูตรเข้มข้นเฉพาะของร้านเป็นจุดเด่น ส่วนผสมของน้ำสมุนไพรสูตรลับเฉพาะของร้านนอกจากจะมีสมุนไพรพื้นบ้านที่หาได้ทั่วไปเป็นส่วนประกอบแล้ว ยังมีสมุนไพรจากป่ารวมอยู่ด้วย ทั้งหมดถูกต้มเคี่ยวนานจนน้ำกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มและอุ่นให้ร้อนอยู่เสมอ เมื่อจะนำมาให้บริการลูกค้าจึงจะนำมาผสมกับน้ำเพื่อลดความร้อนให้พอดีกับการแช่เท้า แช่จนน้ำร้อนเริ่มกลายเป็นน้ำอุณหภูมิห้องก็ต่อด้วยโปรแกรมการนวดเท้า ที่มีเกลือสปาเป็นนางเอก บอกเลยว่าที่มึน ๆ โค้งและนั่งจนเมื่อยมาหลายชั่วโมง อาการจะหายเป็นปลิดทิ้ง หากติดใจผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการยังสามารถซื้อกลับบ้านได้ด้วย

แล้วก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยัง “หมู่บ้านสะปัน” หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางโอบล้อมของขุนเขาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ชื่อหมู่บ้านว่ากันว่าน่าจะมาจาก “สบปัน” เพราะเป็นจุดที่ลำน้ำสองสายลำน้ำว้าและลำน้ำสะปันไหลผ่านและมาบรรจบกัน ก่อนจะเพี้ยนมาเป็น “สะปัน” อย่างที่เรียกกัน

ตามประวัติความเป็นมา หมู่บ้านสะปันจัดตั้งมาหลายร้อยปีแล้ว โดยการนำของ เจ้าพ่อพญาติ๋น ซึ่งเป็นผู้นำชาวบ้านเข้าถางป่าและจัดตั้งหมู่บ้านขึ้น ภายในหมู่บ้านมีวัดสะปัน สร้างโดยเจ้าพ่อพญาติ๋น เป็นวัดเก่าแก่อายุหลายร้อยปีที่ชาวบ้านให้ความเคารพและศรัทธา

อาชีพหลักของชาวบ้านสะปันคือการทำนา มีทั้งนาพื้นราบที่อยู่ใจกลางหมู่บ้าน และนาขั้นบันไดที่ลดหลั่นไปตามแนวภูเขา มี “น้ำตกสะปัน” เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของหมู่บ้าน น้ำตก 3 ชั้นมีน้ำตลอดทั้งปี เดินทางเข้าไปเที่ยวชมได้ง่ายดาย เข้าจากถนนสายหลักของชุมชนไปราว 300 เมตร บริเวณทางแยกเข้าไปยังน้ำตก ยังเป็นพื้นที่จัด “ถนนคนเดินสะปัน” ที่จะเริ่มต้นกลับมาคึกคักตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป เปิดทุกวัน เวลา 15.00-20.00 น. มีที่นั่งปูเสื่อขันโตก มีดนตรีฟังชิล ๆ และมีอาหารให้เลือกทานเกือบ 50 ร้าน

จะมาพักที่หมู่บ้านสะปันบอกเลยว่าอาจจะต้องจองล่วงหน้าข้ามปีโดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่น เพราะแม้วันนี้จะมีที่พักมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังมีจำนวนจำกัด ที่พักส่วนใหญ่จะอยู่ตามลาดเนินเขา มีบ้างที่อยู่พื้นราบใกล้กับชุมชน และบางแห่งอยู่ริมน้ำ หนึ่งในนั้นคือ “คีรีวารี อาร์ต แกลเลอเรีย เวลเนส” รีสอร์ทและศูนย์สุขภาพผสมผสานสไตล์แกลเลอรีแห่งแรกในหมู่บ้านสะปัน เพราะความตั้งใจของเจ้าของที่เป็นนักเดินทางจึงนำประสบการณ์ที่ได้รับมาพัฒนารีสอร์ทแห่งนี้

เปลี่ยนความเข้าใจที่ว่ารีสอร์ทที่อยู่ไกลปืนเที่ยงมีไว้แค่นอน พัก และชมธรรมชาติก็เพียงพอแล้ว มาสู่ที่พักที่พร้อมฮีลใจและดีต่อสุขภาพ ที่นี่จึงมีทั้งสปาระดับมาตรฐาน โปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพอย่างการฟื้นฟูร่างกายผ่านการสลับอุณหภูมิน้ำร้อนและน้ำเย็น (Contrast Hydrotherapy) เย็น เพื่อลดอาการเหนื่อยล้าและบำบัดอาการบาดเจ็บ ก่อนจะไปผ่อนคลายกับศาสตร์บำบัดด้วยเสียงและความถี่ (Sound Healing) ณ ศาลาริมน้ำ ที่นอกจากจะมีเสียงของขันทิเบตที่จะส่งคลื่นความถี่มาบำบัดแล้ว ยังมีเสียงสายน้ำไหลและลมพัดเอื่อย ๆ ทำให้กิจกรรมนี้โดดเด่นไม่เหมือนที่อื่น

ไม่ใช่เท่านั้นที่นี่ยังมีร้านอาหารที่จัดเสิร์ฟในรูปลักษณ์สุดเก๋และรสชาติไม่น้อยหน้าโรงแรมระดับห้าดาว มีงานศิลปะที่ประดับตกแต่งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ให้เดินชม ราวกับได้มาเยือนแกลเลอรีศิลปะกลางหุบเขา

หมู่บ้านสะปันยังเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเดินทางขึ้นไปยัง “บ้านห้วยโทน” หมู่บ้านที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางทิวเขาสูง ที่ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อในการขึ้นไปเที่ยวชม ห่างจากบ้านสะปันประมาณ 10 กิโลเมตร มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี มีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงไม่กี่ครัวเรือน

ใครจะไปคิดว่ายอดเขาที่มองเห็นระหว่าง ที่แกล้งชี้ ๆ กันไปว่าจะไปที่นั่น จะเป็นจุดหมายปลายทางจริง ๆ ขึ้นมา เพราะระยะทางแค่ 10 กิโลเมตรบนเขานั้นต่างกับพื้นราบอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติหลายเท่าแล้ว ยังต้องใช้ความชำนาญของผู้ขับขี่ที่จะพาขึ้นไปด้วย เพราะบางช่วงเป็นทางเขาที่มีความลาดชันสูง ทั้งยังแคบหากจะขับสวนกัน

แล้วในที่สุดจุดหมายที่ชี้ชวนกันเล่น ๆ ก็มาอยู่ตรงหน้า ทิวทัศน์ของทะเลภูเขากว้างไกลสุดสายตาที่เขียวขจีในช่วงฤดูฝน ถือเป็นห้วงเวลาทองของจุดชมวิวบ้านห้วยโทน เพราะเมื่อความแห้งแล้งมาเยือนหลังล่วงเข้าสู่ฤดูหนาวไปสักระยะ ภูเขาที่ดูอุดมสมบูรณ์ที่เห็น นอกจากใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีและทิ้งใบแล้ว เนินเขาหญ้าก็จะกลายเป็นสีเหลือน้ำตาลไปด้วย

จุดชมวิวที่ว่านั้นจะต้องเดินทางผ่านชุมชนห้วยโทนซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวเผ่าลัวะ แต่เดิมชาวบ้านที่นี่ดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่าย มีอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพริกหวาน องุ่น สตรอเบอร์รี่สด และกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า แต่หลังจากนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาเยี่ยมเยือนมากขึ้น จึงเริ่มเปิดที่พักแบบโฮมสเตย์โดยแบ่งกั้นพื้นที่ของบ้านแต่ละหลังไว้ต้อนรับ โดยไม่ว่าจะเข้าพักที่หลังไหน ราคาค่าเข้าพักจะเป็นราคาเดียวกันคือ คืนละ 900 บาทต่อคน พร้อมอาหาร 2 มื้อ บอกเลยว่าผู้ที่ชื่นชอบวิถีเรียบง่ายและความสงบ มาแล้วได้ฮีลใจกลับไปเต็ม ๆ แน่นอน

นาขั้นบันไดเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนตะกายขึ้นมา ในช่วงหน้าฝนผืนนาที่ปลูกลดหลั่นตามไหล่เขาจะเขียวขจี แต่เมื่อผ่านเข้าสู่ฤดูหนาวก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม กำไรสำหรับคนที่มาในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องไปจนถึงปลายฝนต้นหนาวก็คือ ทะเลหมอกที่จะมาทักทายในยามเช้า ซึ่งหากอยากมาชมทะเลหมอกของบ้านห้วยโทนและพักอยู่ที่สะปันก็อาจจะต้องรีบออกมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

ปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่มีการรวมกลุ่มกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ให้บริการรถขับเคลื่อนสี่ล้อรับส่งนักท่องเที่ยวในเส้นทางบ้านสะปัน-บ้านห้วยโทน และเส้นทางบ้านสะปัน-บ้านห้วยหมี สามารถสอบถามที่พักแต่ละแห่งเพื่อจองการเดินทางล่วงหน้า โดยจะมีจุดแวะเที่ยวที่นาขั้นบันไดบ้านห้วยโทนและกม. 4 แคมป์ที่มีกาแฟห้วยโทนบริการด้วย

สอบถามเส้นทางและข้อมูลการเดินทางที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน โทร. 054 711 217 หรือติดตามช่องทางโซเชียลมีเดีย IG : tatnan_office / Tiktok : tat.nan.office และแฟนเพจ : ททท.สำนักงานน่าน – TAT Nan