มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) ระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคม 2569 โดยจัดกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนกว่า 20 รายการ ภายในสำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ หนึ่งในกิจกรรมหลักคือ ‘ขยะไปต่อ: ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบเกิดขึ้นได้จริง’ ซึ่งเชิญชวนประชาชน ภาคธุรกิจ เยาวชน นักออกแบบ และครอบครัว มาเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะ ธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่สีเขียวในเมือง และการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ผ่านกิจกรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้

กิจกรรมดังกล่าวเชื่อมแนวทางการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครกับประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่การลดขยะที่ต้นทาง การคัดแยกและจัดเก็บ ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทให้ถึงปลายทางที่เหมาะสม

‘ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์’ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.จัดเก็บขยะเฉลี่ยประมาณ 9,400 ตันต่อวัน และในจำนวนนี้เป็นขยะเศษอาหารหรือขยะเปียก 51% ขณะที่โครงการ ‘ไม่เทรวม’ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 มีผู้ลงทะเบียน 1.3 ล้านราย เป็นผู้ที่คัดแยกอย่างสม่ำเสมอประมาณ 1 ล้านราย โดย กทม.เตรียมดำเนินการระยะที่ 2 เพื่อดึงผู้ลงทะเบียนอีก 3 แสนรายกลับมาร่วมคัดแยก

เป้าหมายของ กทม.คือ ลดขยะที่ส่งไปฝังกลบให้เหลือไม่เกิน 30% จึงต้องทำให้ระบบตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทางทำงานต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ลดการสร้างขยะ คัดแยกให้ถูกประเภท จัดเก็บโดยไม่ปะปน และมีผู้รับผิดชอบชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าขยะที่แยกแล้วจะไม่ถูกนำกลับไปเทรวม ทั้งยังเดินหน้าโครงการ Bangkok Reduce – Bangkok Reuse ตั้งเป้าลดขยะพลาสติก 100 ล้านชิ้น ผ่านการลดบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งและส่งเสริมการใช้ซ้ำ รวมถึงมาตรการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การยกเลิกเบรกกล่องและขวดน้ำพลาสติกในการประชุมของ กทม. การส่งเสริมให้บุคลากรพกภาชนะมาเติมน้ำ และการห้ามใช้ภาชนะโฟมในสำนักงานเขตและโรงเรียนสังกัด กทม.

ในด้านระบบจัดการ กทม.มีศูนย์จัดการขยะหลักที่สายไหม อ่อนนุช และหนองแขม ใช้ระบบผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) และเตรียมเปิดโรงงานคัดแยกขยะ (MRF) ที่สายไหมภายในปีหน้า ขณะเดียวกันขยะเศษอาหารถูกส่งต่อให้เกษตรกรเครือข่าย 300 รายในพื้นที่หนองจอกและหนองแขม พร้อมตั้งเป้าพัฒนาแปลงขยะในชุมชน 1,000 แห่ง โดยปีแรกเริ่ม 300 แห่ง

ด้าน ‘ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี’ ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า โครงการพัฒนาดอยตุงดำเนินระบบที่ไม่มีขยะเข้าสู่บ่อฝังกลบมาตั้งแต่ปี 2561 หลังเกิดปัญหาบ่อฝังกลบเต็ม โดยเริ่มจากสำรวจว่าขยะที่เกิดขึ้นมีประเภทและปริมาณเท่าใด มาจากจุดไหน แล้วจึงออกแบบวิธีเก็บ กำหนดผู้รับผิดชอบ และหาปลายทางให้เหมาะกับขยะแต่ละประเภท พร้อมติดตามข้อมูลและปรับระบบอย่างต่อเนื่อง

แนวทางดังกล่าวนำมาปรับใช้กับสำนักงานในกรุงเทพฯ ได้ เช่น กรณี WHA Tower ชั้น 20-25 ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ใช้เวลา 8 เดือน ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 สำรวจประเภท ปริมาณ และเส้นทางขยะ ก่อนวางระบบรองรับ 4 กลุ่ม ได้แก่ ขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล ขยะพลังงาน RDF และขยะอันตราย พร้อมตั้งคณะกรรมการภายใน อบรมพนักงานและแม่บ้าน จัดทำคู่มือปฏิบัติงาน และติดตามผล

ผลจากพื้นที่ดังกล่าวพบว่าไม่มีขยะถูกส่งไปบ่อฝังกลบ อัตรารีไซเคิลเพิ่มเป็น 66.96% จากเป้าหมาย 50% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 7.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจเรื่องการคัดแยกมากขึ้น และบางส่วนนำแนวทางกลับไปใช้ที่บ้าน

‘ดร.ศิระ อ่อนประเสริฐ’ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การจัดการขยะในองค์กรต้องเริ่มจากการวางระบบให้ชัดเจน ตั้งแต่ผู้บริหารกำหนดนโยบายและตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบโดยตรง จากนั้นจึงสำรวจว่าขยะที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรมีอะไรบ้างและมาจากจุดไหน เพื่อนำข้อมูลไปกำหนดวิธีจัดการและกติกาภายในองค์กร รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ก่อนพัฒนาให้การคัดแยกขยะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร โดยเฉพาะการจัดการขยะเศษอาหาร ซึ่งมีสัดส่วนสูงและควรเริ่มแยกตั้งแต่ต้นทาง

แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้กับพื้นที่ที่มีคนจำนวนมากใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ เช่น คอนโดมิเนียมในสุขุมวิทที่จัดระบบคัดแยกขยะ 2 ระดับ ระดับแรกอยู่ในชั้นพักอาศัย โดยแยกขยะทั่วไปและขยะรีไซเคิล พร้อมจัดถังสำหรับเศษอาหารทุกชั้น ส่วนชั้นล่างและพื้นที่จอดรถมีจุดคัดแยกละเอียด 10 ประเภท ระบบนี้ไม่ได้ใช้การปรับเงินเป็นแรงจูงใจ แต่ให้รายได้จากการขายขยะรีไซเคิลแก่แม่บ้าน ทำให้แม่บ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดแยกมากขึ้น ขณะที่ขยะกำพร้าซึ่งไม่สามารถขายได้ถูกส่งไปผลิตพลังงานที่ จ.สระบุรี ผลคือปริมาณขยะที่ส่งให้เทศบาลลดลง 50%

นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมยังมีเวิร์กช็อปให้ผู้เข้าร่วมทดลองจำแนกขยะ 6 ประเภท ได้แก่ วัสดุรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะเปื้อน ขยะพลังงาน RDF ขยะจากห้องน้ำ และขยะอันตราย โดยให้วิเคราะห์ตั้งแต่แหล่งกำเนิด ปริมาณ วิธีเก็บ ผู้รับผิดชอบ และปลายทาง เพื่อจัดทำแผนให้เหมาะกับบ้าน สำนักงาน หรือองค์กรของตนเอง

นอกจากเรื่องขยะแล้ว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังจัด ‘Microforests in the City: Rethinking Green Spaces for People, Climate and Biodiversity’ เพื่อถ่ายทอดแนวทางออกแบบและวัดผลป่าขนาดเล็กในเมือง โดยผู้เชี่ยวชาญจาก National University of Singapore (NUS), City Developments Limited (CDL) และ Wewilding จากสิงคโปร์ พร้อมกิจกรรมสำรวจสัตว์ ต้นไม้ ฝุ่น PM2.5 และความหลากหลายทางชีวภาพ เกมจำลองการสร้างชุมชน นิทรรศการ Every Shade of Joy เวที Every Shade of Fashion กิจกรรมแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าและหนังสือ เวิร์กช็อปจากเศษผ้า และละครหุ่นมือเจ้าขุนทอง

พร้อมสนับสนุนคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือจากการจัดกิจกรรม BKKCAW 2026 หลังจากดำเนินมาตรการลดการปล่อยแล้ว โดยคาร์บอนเครดิตมาจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการจัดงานแบบเน็ตซีโร่