สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ว่า ดัชนีแนสแด็กในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลง 5.5% เมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงภายในวันเดียว ครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2568 หรือช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีครั้งใหญ่ต่อคู่ค้าหลายสอบประเทศ
นักลงทุนกังวลว่าแรงต้านทางการเมือง ซึ่งเป็นผลจากการที่พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ได้อย่างถล่มทลาย อาจทำให้การขยายโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) ชะลอตัวและส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดในการระดมทุนอยู่แล้ว จากภาวะดอกเบี้ยสูงและเงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น
ทั้งนี้ การเทขายหุ้นกลุ่มเอไอเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง และส่งผลให้ดัชนีแนสแด็กเข้าสู่ภาวะปรับฐาน หลังร่วงลงเกือบ 12% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งภาวะปรับฐานหมายถึงดัชนีลดลงอย่างน้อย 10% จากจุดสูงสุดล่าสุด
The Nasdaq closed in correction territory Thursday, wiping out roughly $2.5 trillion in market value, as investors grappled with the possibility that Democrats' midterm gains could put the brakes on the massive data center buildout underpinning the industry's growth and powering…
— CNN (@CNN) November 5, 2026
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปและบริษัทให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับเอไอได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียร่วงลง 12% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 6 เดือน หุ้นของเอ็นวิเดียลดลง 9% และแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวเซส หรือเอเอ็มดี ดิ่งลง 17% ด้านดัชนีแนสแด็ก 100 ปรับตัวลดลง 6.4% คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 83.73 ล้านล้านบาท )
นักวิเคราะห์มองว่า การต่อต้านโครงการศูนย์ข้อมูลหรือดาต้า เซ็นเตอร์ ในระดับท้องถิ่นอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากชุมชนกังวลเรื่องการใช้ไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจสร้างภาระให้กับระบบสาธารณูปโภค โดยยูบีเอสประเมินว่า กำลังการรองรับศูนย์ข้อมูลใหม่ในสหรัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2571 ราว 30% อาจได้รับผลกระทบจากการระงับหรือชะลอโครงการก่อสร้าง
ขณะเดียวกัน นักลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับศักยภาพและอนาคตของเอไอ ไปสู่การประเมินต้นทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนจริง ท่ามกลางคำถามว่า การทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว จะสร้างผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ แม้เอไอจะยังมีศักยภาพเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกในระยะยาวก็ตาม.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



