บรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นวัสดุที่อยู่ใกล้ตัวและพบได้ในชีวิตประจำวัน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการจัดการหลังใช้งาน ประเด็นเหล่านี้ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านเวิร์กช็อป ‘PACKAGING FOR THE FUTURE’ (บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต) หนึ่งในเซสชันไฮไลต์ของโซน SX Idea Lab ภายในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้แนวทางพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผ่านตัวอย่างและการทดลองจริง
เข้าใจพลาสติกให้มากขึ้น
‘ธวัช ขนานแข็ง’ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและที่ปรึกษาด้านการจัดการขยะกระบวนการผลิตเป็นศูนย์ บริษัท ไทย แพ็คเกจจิ้ง แมนูแฟ็กเจอเรอร์ จำกัด นำเสนอความรู้ในหัวข้อพลาสติกและความยั่งยืน (Plastics for the Future and Sustainability) ตั้งแต่กระบวนการกำเนิดพลาสติก คุณสมบัติของฟิล์มแต่ละชนิด ไปจนถึงเม็ดพลาสติกหรือเรซิน (Resin) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์

กิจกรรมยังออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เช่น เกมทดสอบการเรียงลำดับความหนาของฟิล์มจากหนาไปบาง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทั้งการสัมผัส สายตา การฟัง กลิ่น และรสชาติ เพื่อฝึกสังเกตความแตกต่างของวัสดุและทำความเข้าใจคุณสมบัติของฟิล์มแต่ละแบบ
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือภาพจำที่สังคมมักมองว่าพลาสติกเป็นตัวร้ายของปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งที่วัสดุชนิดนี้ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ หากมีระบบจัดการที่เหมาะสม ตั้งแต่การคัดแยกพลาสติกใช้แล้ว การนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และการนำกลับมาเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าใหม่ ช่วยลดขยะและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ได้นานขึ้น
ลดความหนา ใช้วัสดุน้อยลง
ตัวอย่างการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่นำเสนอในเวิร์กช็อปคือการลดความหนาของฟิล์มหด (PE Shrink Film) ซึ่งใช้สำหรับห่อรัดสินค้า โดยมีการเปรียบเทียบฟิล์มที่มีความหนา 65-70 ไมครอน 55-65 ไมครอน และ 45-55 ไมครอน เพื่อให้เห็นแนวทางลดปริมาณวัสดุที่ใช้ในการผลิต ขณะเดียวกันยังต้องรักษาคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการใช้งาน

ส่วนเทคโนโลยีการผลิตฟิล์มแบบ 5 ชั้น (5-Layer Co-extrusion) เป็นอีกตัวอย่างของการออกแบบโครงสร้างวัสดุให้แต่ละชั้นทำหน้าที่ต่างกัน ประกอบด้วยชั้นผิวด้านนอก ชั้นประสาน ชั้นแกนกลาง ชั้นประสาน และชั้นผิวด้านใน โดยช่วยทั้งการพิมพ์และปกป้องพื้นผิว การยึดเกาะ ความแข็งแรง และการปิดผนึก รวมถึงรองรับการสัมผัสอาหาร
คืนชีวิตพลาสติกใช้แล้ว
อีกแนวทางที่นำเสนอคือการนำพลาสติกหลังการใช้งานกลับมาเป็นวัตถุดิบผลิตฟิล์ม หรือพลาสติกรีไซเคิลหลังการใช้งาน (Post-Consumer Recycled Resin: PCR) โดยในเอกสารมีตัวอย่างฟิล์มหดที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล พร้อมอธิบายขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิต ทั้งสีของเม็ดพลาสติก การตรวจสอบว่าเม็ดพลาสติกไม่แตกหรือจับตัวเป็นก้อน ไม่มีสิ่งแปลกปลอมปะปน และการตรวจวัดกลิ่นให้อยู่ในระดับที่กำหนด

กระบวนการผลิตยังมีการจัดทำรายงาน ตรวจสอบคุณภาพและควบคุมความหนาของฟิล์มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตรวจสอบคุณสมบัติของฟิล์มก่อนส่งมอบ เพื่อให้วัสดุที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลมีคุณภาพตามเกณฑ์การใช้งาน
ข้อมูลในเอกสารนำเสนอระบุว่า เม็ดพลาสติกรีไซเคิลมีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 0.73 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลกรัมพลาสติก ขณะที่เม็ดพลาสติกใหม่มีค่าอยู่ที่ 2.2 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลกรัมพลาสติก หรือลดลงประมาณ 67% ในขั้นตอนการผลิตเม็ดพลาสติก

สำหรับตัวอย่างการคำนวณจากกำลังการผลิตฟิล์มหด 1,200 ตันต่อเดือน หากใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลทดแทนเม็ดพลาสติกใหม่ในสัดส่วน 30% จะเท่ากับการใช้ PCR 360 ตันต่อเดือน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 529 ตันต่อปี ตามสมมติฐานในเอกสาร
แนวคิดจากเวิร์กช็อปครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจคุณสมบัติของพลาสติก การลดความหนาของบรรจุภัณฑ์ การออกแบบโครงสร้างฟิล์ม ไปจนถึงการนำวัสดุใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต เพื่อให้เห็นแนวทางพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรการใช้งาน









