ภาพหญิงในเครื่องแต่งกายโบราณกำลังก้มลงพัตต์ลูกกอล์ฟในร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่งที่เอดินบะระ สะดุดตาด้วยคำว่า “Putting Queen” หรือ “ราชินีนักพัตต์” หญิงในภาพคือแมรี ราชินีแห่งสกอต (Mary, Queen of Scots) โดยมีมหาวิหารเซนต์แอนดรูส์เป็นฉากหลัง เห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่า ราชินีแห่งสกอตแลนด์เกี่ยวอะไรกับกอล์ฟ และเหตุใดสกอตแลนด์จึงได้รับการเรียกว่า “บ้านของกอล์ฟ” (The Home of Golf)

เมื่อค้นคว้าต่อกลับพบว่า ภาพนี้ไม่ใช่หลักฐานจากสมัยของแมรี แต่เป็นภาพจินตนาการที่ตีพิมพ์ใน The Illustrated London News เมื่อ ค.ศ. 1905 มากกว่าสามร้อยปีหลังยุคของพระนาง ขณะที่ Neil S. Millar ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์กอล์ฟยุคแรก วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ใน Mary Queen of Scots and the Romanticisation of Golf History และพบว่า คำกล่าวอ้างเกือบทั้งหมดที่เชื่อมโยงแมรีกับกอล์ฟขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ต้นทางสำคัญย้อนกลับไปยังเอกสารลายมือซึ่งมีข้อสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือ และจัดทำขึ้นโดยฝ่ายศัตรูของพระนางเพื่อกล่าวหาว่าแมรีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมลอร์ดดาร์นลีย์ (Lord Darnley) พระสวามี ในเอกสารนั้นมีข้อกล่าวหาว่าแมรีไปเล่น “palmall and goif” ที่ Seton Palace ไม่นานหลังดาร์นลีย์ถูกสังหาร ในช่วงเวลาที่คาดว่าพระนางควรอยู่ระหว่างไว้ทุกข์ ดังนั้น การบอกว่าแมรีเคยเล่นกอล์ฟจริง หรือยิ่งไปกว่านั้นว่าเป็นนักกอล์ฟหญิงคนแรกของโลก จึงยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะยืนยัน

แต่เรื่องจริงของกอล์ฟกับสกอตแลนด์กลับน่าสนใจไม่แพ้ตำนานของแมรี เพราะหากถามว่ากอล์ฟ “เกิด” ที่สกอตแลนด์หรือไม่ คงตอบอย่างเด็ดขาดไม่ได้ เกมที่ใช้ไม้ตีลูกเคยปรากฏในหลายพื้นที่ของยุโรปมาก่อน แต่หากพูดถึง กอล์ฟสมัยใหม่ (Modern Golf) ที่ค่อย ๆ พัฒนาจนมีสนาม หลุม กติกา สโมสร และการแข่งขัน ก่อนแพร่หลายไปทั่วโลก สกอตแลนด์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง

และสำหรับคนที่สนใจด้านกฎหมาย เรื่องที่น่าสนใจมากคือ หลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ทราบเกี่ยวกับกอล์ฟในสกอตแลนด์ กลับเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อ “ห้ามเล่นกอล์ฟ”

ใน ค.ศ. 1457 รัฐสภาสกอตแลนด์ในรัชสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ออกกฎหมายห้ามฟุตบอลและกอล์ฟ เพราะรัฐต้องการให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการฝึกยิงธนู ซึ่งจำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมด้านการทหาร แต่สิ่งที่ชวนคิดคือ การที่รัฐถึงกับต้องออกกฎหมายห้าม ย่อมสะท้อนอีกด้านหนึ่งว่าเกมเหล่านี้ได้รับความนิยมมากพอจนรัฐเห็นว่าต้องเข้ามาจัดการ และดูเหมือนห้ามครั้งเดียวก็ยังไม่พอ เพราะข้อห้ามเรื่องฟุตบอลและกอล์ฟถูกบัญญัติซ้ำอีกใน ค.ศ. 1471 และ ค.ศ. 1491

จากกีฬาที่รัฐพยายามห้าม เรื่องกลับพลิกไปอีกด้าน เพราะใน ค.ศ. 1502 มีหลักฐานว่าพระเจ้าเจมส์ที่ 4 ทรงซื้ออุปกรณ์สำหรับเล่นกอล์ฟ และใน ค.ศ. 1552 ก็มีหลักฐานเกี่ยวกับสิทธิของชาวเมืองในการใช้พื้นที่เซนต์แอนดรูส์ลิงก์ส (St Andrews Links) รวมถึงการเล่นกอล์ฟ พื้นที่ชายฝั่งแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับกีฬา จนวันนี้ชื่อของ เซนต์แอนดรูส์ (St Andrews) แทบแยกไม่ออกจากคำว่า “บ้านของกอล์ฟ”

อีกเกือบสองร้อยปีต่อมา ใน ค.ศ. 1744 ที่ลีธใกล้เอดินบะระ มีการจัดทำกติกากอล์ฟ 13 ข้อสำหรับการแข่งขัน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นกติกากอล์ฟเป็นลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ ตรงนี้น่าสนใจในมิติของกฎหมาย เพราะจาก ค.ศ. 1457 ที่รัฐออกกฎหมายบอกประชาชนว่า “อย่าเล่นกอล์ฟ” มาถึง ค.ศ. 1744 ที่คนเล่นกอล์ฟสร้างกติกาขึ้นมาว่า “จะเล่นกอล์ฟอย่างไร” ใช้เวลาเกือบสามร้อยปี จากสิ่งที่รัฐเคยมองว่าเป็นปัญหา ค่อย ๆ กลายเป็นกีฬาที่มีกติกา สโมสร และสถาบันของตัวเอง

แต่กฎหมายกับกอล์ฟในสกอตแลนด์ไม่ได้หยุดอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ ปัจจุบันยังมีคำถามที่น่าสนใจว่า สนามกอล์ฟเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลเพียงใด และประชาชนสามารถเดินผ่านได้หรือไม่ ภายใต้กฎหมายปฏิรูปที่ดินของสกอตแลนด์ ค.ศ. 2003 (Land Reform (Scotland) Act 2003) ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงที่ดินอย่างกว้างขวางเพื่อการพักผ่อนและการเดินทางผ่าน หากใช้สิทธิอย่างรับผิดชอบ สำหรับสนามกอล์ฟ ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านพื้นที่สนามได้โดยต้องไม่รบกวนการเล่นหรือก่อให้เกิดอันตราย ขณะที่พื้นที่กรีนถูกยกเว้นจากสิทธิการเข้าถึงดังกล่าว

จึงน่าสนใจว่า เมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน กฎหมายพยายามห้ามประชาชนเล่นกอล์ฟ แต่วันนี้กฎหมายกลับต้องคิดว่าจะให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่สนามกอล์ฟได้เพียงใด เรื่องยังเป็นกอล์ฟเหมือนเดิม แต่โจทย์ของกฎหมายเปลี่ยนไปพร้อมกับสังคม

และเมื่อพูดถึงกฎหมายในสกอตแลนด์ ก็ทำให้นึกถึง กลาสโกว์ (Glasgow) เมืองสำคัญด้านวัฒนธรรมและการศึกษาของสกอตแลนด์ เพราะมีตัวเลขที่น่าสนใจอย่างบังเอิญ คือ มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ (University of Glasgow) ก่อตั้งใน ค.ศ. 1451 ก่อนกฎหมายห้ามกอล์ฟฉบับ ค.ศ. 1457 เพียงหกปี

มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ก่อตั้งขึ้นโดยพระบัญญัติของสมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5 (Papal Bull) ลงวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1451 ตามคำร้องขอของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งสกอตแลนด์ เอกสารก่อตั้งระบุถึงการศึกษาในด้านเทววิทยา กฎหมายศาสนจักร กฎหมายแพ่ง ศิลปศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ โดยในระยะแรก การศึกษาระดับปริญญาตรีที่เปิดสอนจริงเป็นด้านศิลปศาสตร์ และที่น่าสนใจคือ ใน ค.ศ. 2026 นี้ มหาวิทยาลัยกลาสโกว์มีอายุครบ 575 ปี พอดี

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ยังคงเชื่อมอดีตเข้ากับโลกปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงการศึกษาด้านกฎหมายและประวัติศาสตร์กฎหมาย การมองย้อนกลับไปในอดีตจึงไม่ได้มีความหมายเพียงเพื่อรู้ว่า “คนสมัยก่อนมีกฎหมายอะไร” แต่ช่วยให้เข้าใจด้วยว่า เหตุใดกฎหมายและสถาบันต่าง ๆ ในปัจจุบันจึงพัฒนามาเป็นอย่างที่เราเห็น

เมื่อมองอย่างนี้ การมา กลาสโกว์ จึงไม่ได้ทำให้เห็นเพียงเมืองสวยหรือมหาวิทยาลัยเก่าแก่ แต่ทำให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยสามารถอยู่ร่วมกับประวัติศาสตร์ของเมือง และนำความรู้จากอดีตกลับมาตั้งคำถามใหม่กับสังคมปัจจุบันได้อย่างไร เรื่องกอล์ฟเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง จากกฎหมายห้ามเล่นใน ค.ศ. 1457 มาจนถึงคำถามเรื่องสิทธิในการเข้าถึงสนามกอล์ฟในศตวรรษที่ 21 ประวัติศาสตร์ กฎหมาย กีฬา และสังคมไม่ได้อยู่แยกออกจากกัน

สิ่งที่สกอตแลนด์ทำได้น่าสนใจไม่แพ้การมีประวัติศาสตร์ยาวนาน คือเขาไม่ได้ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้อยู่แต่ในหนังสือ กอล์ฟยังอยู่ในสนาม เมือง พิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย การท่องเที่ยว และแม้แต่ร้านขายของที่ระลึก ภาพ “Putting Queen” เพียงภาพเดียวสามารถทำให้คนเริ่มตั้งคำถาม อยากไปเซนต์แอนดรูส์ อยากสัมผัสสนามที่มีประวัติศาสตร์ ซื้อของที่ระลึก พักโรงแรม รับประทานอาหาร และเดินทางต่อ กอล์ฟจึงกลายเป็นทั้ง การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) และส่วนหนึ่งของ ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของสกอตแลนด์อย่างเป็นธรรมชาติ

ตรงนี้ทำให้อดหันกลับมามองประเทศไทยไม่ได้ เรามีมวยไทย มีนักกอล์ฟที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก มีแบดมินตัน เทควันโด วอลเลย์บอล และกีฬาอีกหลายประเภท ขณะที่ด้านกอล์ฟ ประเทศไทยมีทั้งสนามคุณภาพ โรงแรม อาหาร การบริการ และแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงกอล์ฟได้ดีอยู่แล้ว แต่บทเรียนจากสกอตแลนด์ทำให้เห็นว่า การมีของดี กับการทำให้ของดีนั้นกลายเป็น “เรื่องที่โลกจดจำ” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

เราอาจต้องกลับมาค้นว่า สนามกอล์ฟเก่าแก่ของไทยมีเรื่องอะไร ใครคือผู้บุกเบิกวงการกอล์ฟไทย กฎหมายและนโยบายเคยมีส่วนต่อพัฒนาการของกีฬาอย่างไร และมหาวิทยาลัยจะเข้ามามีบทบาทในการค้นคว้า เก็บรักษา และถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร ไม่เพียงเฉพาะกอล์ฟ แต่รวมถึงกีฬาอื่น ๆ ของไทยด้วย เพราะการใช้กีฬาเป็นซอฟต์พาวเวอร์อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างสิ่งใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “เรามีเรื่องดีอะไรอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เล่า”

ท้ายที่สุด ภาพ “ราชินีนักพัตต์” อาจไม่ได้พิสูจน์ว่าแมรีเคยเล่นกอล์ฟจริง แต่ภาพเพียงภาพเดียวกลับพาไปพบเรื่องราวกว่าห้าร้อยปี ตั้งแต่กฎหมายที่เคยห้ามเล่นกอล์ฟ พระมหากษัตริย์ที่ซื้ออุปกรณ์กอล์ฟ เซนต์แอนดรูส์ กติกากอล์ฟยุคแรก มาจนถึงกฎหมายเรื่องสิทธิในการเข้าถึงพื้นที่ในปัจจุบัน และทำให้เข้าใจว่าเหตุใดสกอตแลนด์จึงไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่ “มีกอล์ฟ” แต่กลายเป็น “บ้านของกอล์ฟ”

และสำหรับประเทศไทย บางทีคำถามอาจไม่ใช่เพียงว่า เราจะสร้างแชมป์คนต่อไปอย่างไร แต่คือ เราจะเก็บ ศึกษา และเล่าเรื่องของกีฬาไทยอย่างไร ให้วันหนึ่งคนจากอีกซีกโลกเห็นเพียงภาพเดียว แล้วอยากรู้จักประเทศไทยต่อไปอีกหลายร้อยเรื่อง.

บทความโดย “อาจารย์กิ๊ฟท์” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร อาจารย์ประจำภาควิชานิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ภาพถ่าย มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ โดย นายกิตติภาส ศักดากัมปนาท