ยังมีข่าวลบถาโถมเข้าใส่ “พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)” ที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค นอกจากจะต้องอยู่ในสถานะพรรคฝ่ายค้าน และพรรคต้องแตกออกเป็น 2 เสี่ยง หลัง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” อดีตเลขาธิการพรรค นำพา 20 สส. ออกไปจากพรรค เข้าร่วมรัฐบาลกับ พรรคเพื่อไทย (พท.) จนทำให้ สส.พรรค พปชร. เหลือ สส. เพียง 20 คน และยังมีสมาชิกพรรคทยอยลาออกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังไม่แน่ใจ จะมี สส. ไหลออกจากพรรคออกหรือไม่ หลัง “ร.อ.ธรรมนัส” ปูดว่า จะมี สส. อีก 8 คน จะชิ่งหนีออกจาก พล.อ.ประวิตร ไปอยู่พรรคอื่น

โดยกลุ่มที่คาดว่าจะย้ายออก มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม สส.เพชรบูรณ์ ของ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ที่มี สส.เพชรบูรณ์ จำนวน 6 คน ได้แก่ น.ส.พิมพ์พร พรพฤติพันธุ์, นายจักรัตน์ พั้วช่วย, นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์, นายวรโชติ สุคนธ์ขจร, นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์, นายอัคร ทองใจสด โดยก่อนหน้านี้ ได้มีความพยายามติดต่อไปที่ นายเนวิน ชิดชอบ เพื่อขอเข้า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และล่าสุดมีรายงานว่า “นายสันติ” ได้ปิดดีลที่พรรค พท. เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับกลุ่มของ นายวราเทพ รัตนากร ผอ.พรรค ที่มี สส.กำแพงเพชร 2 คน คือ นายอนันต์ ผลอำนวย และนายปริญญา ฤกษ์หร่าย
แม้ “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” เลขาธิการพรรค พปชร. จะออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวนายสันติ พร้อมพัฒน์ และนายวราเทพ รัตนากร สองแกนนำพรรค พปชร. จะนำ สส. ในกลุ่มย้ายไปสังกัดพรรค พท. ว่าเป็นข่าวปล่อยจากผู้ไม่หวังดี เพื่อหวังผลใน ทางที่ไม่ดีกับพรรค ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริง ส่วนจะปล่อยมาจากฝ่ายไหน ก็รู้กันอยู่ ฝ่ายนั้นคงจะอึดอัดจนทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้

แต่งานนี้ต้องรอดูว่า ข่าวการ ทิ้งพรรค พปชร. จะเป็นความจริงหรือไม่ เพราะอายุของ “บิ๊กป้อม” ก็ เข้าสู่วัย 80 ปี กำลังวังชาเริ่มถดถอย บารมีก็เริ่มลดน้อย เมื่อถึงช่วงสภา ครบวาระในปี 70 และจะมีการเลือกตั้งใหม่ อาจมี สส.บางส่วนลาออกอีกจากพรรคก็ได้
ขณะที่การยื่นคำร้องให้สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบ “พล.อ.ประวิตร” กรณี ลาประชุมสภา 84 ครั้ง จากการประชุม 95 ครั้ง ด้าน “นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงประเด็นดังกล่าว ถือเป็นการผิดจริยธรรมหรือไม่ว่า พูดยากเพราะเป็นเรื่องข้อบังคับและกฎหมาย ที่ สส. สามารถทำได้ แต่ก็ตรวจสอบความเหมาะสมได้ ก็ต้องนำเรื่องเข้า คณะกรรมการจริยธรรมของสภา เมื่อถามย้ำว่า คนที่เซ็นอนุญาตให้ลาได้คือประธานสภา นายวันมูหะหมัดนอร์ กล่าวว่า เรื่องนี้มอบให้ “นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” รองประธานสภา เป็นผู้ดูแล ทั้งนี้ยอมรับว่าตามข้อกฎหมายเป็นเรื่องยาก เพราะกำหนดให้สมาชิกลาได้ ถ้าจำเป็น แต่ความเหมาะสมอยู่ตรงไหน คิดว่าประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือกสมาชิกคงจะวัดได้

เมื่อถามย้ำว่า ในอดีตมีการลาประชุมสภามากเท่านี้หรือไม่นั้น ประธานสภา กล่าวว่า ก็มีคนลา ส่วนใหญ่ที่ลาบางคนเป็น สส. และเป็นรัฐมนตรีด้วย หรือสมัยก่อน นายกฯ เป็น สส. ก็ติดภารกิจเยอะเช่นกัน แต่ไม่แน่ใจว่า จำนวนมากขนาดนี้หรือไม่ เห็นว่าถือเป็นเรื่องดี ที่มีคนสนใจการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. เวลาไปเลือกตั้งประชาชนก็จะได้เห็น ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนจะตรวจสอบ เพื่อให้การทำหน้าที่ เป็นไปอย่างโปร่งใสและชัดเจน เมื่อถามว่าการตรวจสอบเรื่องลักษณะนี้ จะต้องเรียกเจ้าตัวมาชี้แจงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า การสอบถาม เป็นเรื่องของอนุกรรมการฯ ที่จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แต่เราไม่มีกฎหมายที่จะไปบังคับเหมือนศาลว่าต้องมาให้ถ้อยคำ ถ้าเจ้าตัวไม่มาให้ถ้อยคำ ก็ถือเอาตามเหตุการณ์แวดล้อม และคำร้อง ซึ่งคนที่ถูกร้องก็จะเสียเปรียบเอง
นั่นหมายความว่า ปมคำร้อง เรื่องการลาประชุมสภา ของ “บิ๊กป้อม” กำลังเข้าสู่การพิจารณากรรมการจริยธรรม แม้ในทางกฎหมายอาจไม่ผิด แต่ในแง่จริยธรรมยังต้องลุ้น ซึ่งเท่ากับเรื่องนี้ยังจะเป็นประเด็นร้อนอย่างต่อเนื่อง จนยากที่คาดเดาว่า บทสรุปจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าออกในทางลบ ก็จะกระทบกับ ภาพลักษณ์หัวหน้าพรรค พปชร. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้าน “นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” อดีตโฆษกพรรค พท. ก็ยังเคลื่อนไหวตรวจสอบ “พล.อ.ประวิตร” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายคนเชื่อว่า เป็นเกมตอบโต้ทีมกฎหมายจากบ้านป่า “นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ที่เดินหน้ายื่นเรื่องสอบ “อิ๊งค์” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 27 ก.ย. อดีตโฆษกพรรค พท. เดินทางไปที่สำนักคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ายื่นหนังสือให้ไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า “พล.อ.ประวิตร” มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ (รธน.) หรือกฎหมายหรือไม่ โดยนายพร้อมพงศ์ ระบุว่า ขอให้ตรวจสอบ พล.อ.ประวิตร กรณีมีพฤติการณ์ที่ น่าจะขัดต่อจริยธรรม อันร้ายแรง และจงใจปฏิบัติหน้าที่ไปในทางผิดกฎหมาย และขัดต่อ รธน. และกฎหมายของ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2566 จนถึงปัจจุบัน “พล.อ.ประวิตร” น่าจะลาประชุมสภา เป็นฉากบังหน้า โดยอ้างว่าติดภารกิจถึง 84 ครั้ง จากวันประชุมทั้งหมด 95 ครั้ง หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของการทำงาน
พร้อมระบุว่า อยากเตือนสติ พล.อ.ประวิตร ในฐานะที่ อดีตเคยเป็น ผบ.ทบ. มีตำแหน่งใหญ่ทางการเมืองมาแล้ว และยังเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพื่อความสง่างาม ต้องลาออกจาก สส. และแถลงข่าวขอโทษประชาชนจะได้จบเรื่องไป จะได้ ไม่ต้องตรวจสอบต่อ ตนตรวจสอบมาซึ่งมีหลายภาค เช่น ภาคที่ 1 คลิปติดวิญญาณลุง ภาคที่ 2 ลาสะท้านโลก และภาคที่ 3 ในวันที่ 30 ก.ย. 2567 เวลา 10.00 น. จะเดินทางไป สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จะไปร้องเรื่องที่ พล.อ.ประวิตร อาจรับผลประโยชน์เกิน 3,000 บาท ในเรื่องชื่อ นักบุญทุนประชาชน รวมถึงในอนาคตตนขอใบ้ให้ว่า จะมีภาคที่ 4 วงศาคณาญาติเป็นพิษ และภาคที่ 5 นารีและบริวารเป็นพิษ
คงต้องยอมรับ แม้คำร้อง จะยังไม่ได้มีบทสรุป ว่า ผิดกฎหมายขัด รธน. หรือไม่ แต่การเคลื่อนไหวของนายพร้อมพงศ์ ก็กลายเป็นประเด็นให้หลายฝ่ายติดตาม ทั้งเรื่องเรียกร้องให้กองทัพบก ยึดคืนบ้านป่ารอยต่อฯ ที่อยู่ในค่ายทหาร ตั้งมูลนิธิฯ แต่นำมาใช้ใน การเคลื่อนไหวทางการเมือง สื่อบางรายการนำคลิปเสียงหลุดออกมาเผยแพร่ คำถามคือ “พล.อ.ประวิตร” และทีมงาน จะตั้งรับมือกับมรสุมต่างๆ และหลุดพ้นคำร้องต่างๆ ได้อย่างไร
ส่วนประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข รธน. นั้น นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาได้นัดประชุมวุฒิสภา วันที่ 30 ก.ย. นี้ โดยมีวาระพิจารณาเรื่องด่วน คือ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาเสร็จแล้ว

สำหรับสาระสำคัญของรายงาน ซึ่ง กมธ.เสนอต่อที่ประชุม พบว่า มีการแก้ไขเพียง 1 มาตรา ในมาตรา 7 ซึ่งแก้ไขมาตรา 13 ว่าด้วย เกณฑ์การผ่านประชามติ โดย กมธ. ได้แก้เพิ่มเติมไปจากบทบัญญัติที่สภาเห็นชอบ โดยได้เติมข้อความในวรรคสอง กำหนดให้การทำประชามติ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง เป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่ง ของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียง ในเรื่องที่ทำประชามตินั้น ซึ่งแปลความได้ว่า ต้องใช้ เสียงข้างมาก 2 ชั้น หากเป็นกรณีที่ทำประชามติเพื่อแก้ไข รธน. ขณะที่เรื่องทั่วๆ ไปนั้น กมธ. ยังคงหลักเกณฑ์ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว คือ เสียงข้างมากของผู้ออกมาออกเสียง และเสียงข้างมากนั้น ต้องสูงกว่าคะแนน ไม่แสดงความคิดเห็นเรื่องที่ทำประชามติ
ทั้งนี้ในรายงานดังกล่าว ต่อการแก้ไข มาตรา 7 นั้น พบว่ามี กมธ.เสียงข้างน้อย ที่ขอสงวนความเห็น ได้แก่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว., นายกฤช เอื้อวงศ์, นายนิกร จำนง, นายวุฒิสาร ตันไชย และ น.ส.อุดมลักษณ์ บุญสว่าง ซึ่งเป็น กมธ. ในโควตาของรัฐบาล

ด้าน “นายนิกร จำนง” ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะที่ปรึกษา กมธ. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ กมธ. มีมติสนับสนุนให้เปลี่ยนเกณฑ์ออกเสียงประชามติ ให้กลับไปใช้รูปแบบเดิมว่า กมธ. ได้ทบทวนมติ ในส่วนของมาตรา 13 โดยให้กลับมาใช้ระบบเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ทั้งนี้ ในฐานะ กมธ. ได้ ขอสงวนคำแปรญัตติ ให้ยึดตามร่างของสภาผู้แทนราษฎรไว้แล้ว
นายนิกร กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนหากวุฒิสภาเห็นชอบให้มีการแก้ไขตามที่เสียงข้างมาก นั่นคือ จะต้องส่งร่างที่แก้ไขกลับมาที่สภา เพื่อพิจารณาว่าเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่า สภาจะไม่เห็นชอบ ดังนั้น ต้องมีการตั้ง กมธ.ร่วม เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปใหม่อีกครั้ง และส่งกลับไปใหม่ทั้ง 2 สภา อย่างไรก็ตาม หากมีสภาใดไม่เห็นชอบ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะ ต้องถูกยุติไว้ 180 วัน หลังจากนั้น สภาสามารถนำร่างดังกล่าว กลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งได้ และหากได้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง ก็สามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้เลย
“หากกระบวนการเป็นเช่นนี้ จะเกิดความยุ่งยาก เพราะจะไม่ทันการทำประชามติครั้งแรกในวันที่ 2 ก.พ. ตามที่วางแผนไว้ หากเป็นเช่นนั้น การร่าง รธน.ฉบับใหม่ จะไม่มีทางทำได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากทั้ง 2 สภาเห็นชอบร่วมกัน มองว่าการทำประชามติครั้งแรก จะยังทันตามไทม์ไลน์เดิมอยู่” นายนิกร กล่าว

ส่วน “นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานรัฐสภา ให้เห็นกรณีกรณีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต้องการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ไม่เห็นด้วยกับการใช้เสียงข้างมากปกติ แต่เห็นด้วยกับเสียงข้างมาก 2 ชั้นว่า ต้องรอดูสุดท้ายจะเป็นอย่างไร โดยการตั้งคณะ กมธ. ร่วม ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ตามนั้น เมื่อถามว่า หากเป็นเช่นนี้การ แก้ไขประชามติ อาจจะทำให้การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ถ้ามีการแก้ไขกฎหมายประชามติ เวลาที่ดำเนินการมาทั้งหมดก็ใช้ไม่ได้ ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หรือทำประชามติ แต่มีผู้ออกมาใช้สิทธิครึ่งหนึ่ง แต่เห็นชอบไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ จึงต้องดูรายละเอียด เพราะขึ้นอยู่กับกฎหมาย ขณะนี้ความเห็นร่วมกันเรื่อง การแก้ไข รธน. ยังไม่มีข้อยุติ ส่วนจะทันในสมัยรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ ยังไม่มีความชัดเจน ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ เช่น ประเด็นการทำประชามติเป็นประโยชน์น่าสนใจสำหรับประชาชนหรือไม่ เช่น การเลือก สส. ที่มีประชาชนมาใช้สิทธิเกินร้อยละ 70 เพราะได้รับความสนใจจากประชาชน ขณะที่ การทำประชามติ ไม่รู้ว่าประชาชนสนใจหรือไม่
ผลการ ปรับเปลี่ยนของ กมธ. ของวุฒิสภา ทำให้หลายฝ่ายตีความ เป็นการเดินเกมของ สว.สายสีน้ำเงิน ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ “พรรค ภท.” ต้องการยื้อกระบวนการ ร่าง รธน.ใหม่ ซึ่งทำให้การร่าง รธน.ฉบับใหม่ไม่ทันปี 70 ซึ่งจะเป็นช่วงที่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ หลังสภา ครบวาระ 4 ปี ต้องรอตามดูว่า ที่ประชุมวุฒิสภา จะเห็นด้วยกับ กมธ. หรือไม่ ซึ่งมีความหมายกับร่าง รธน.ฉบับใหม่ หรือ รธน.ปี 60 ยังคงอยู่อีกต่อไป
“ทีมข่าวการเมือง”



