เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวสถานการณ์ปัญหาน้ำมันปนเปื้อนในระบบระบายน้ำพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า ปัญหาน้ำมันรั่วซึมในเขตพื้นที่ยานนาวา คลองเตย และพระโขนง นั้น ตนได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และรับฟังการแถลงของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ทั้งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม พบว่าการทำงานและการให้ข่าวสารของแต่ละหน่วยงานยังขาดการบูรณาการ และข้อมูลมีความย้อนแย้งกันเอง

“บางวันบอกว่าไม่รั่วมีแต่ซึม บางวันบอกเจอจุดรั่วแล้ว อีกวันบอกยังไม่เจอ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนอย่างมาก การที่ กทม. ส่งเจ้าหน้าที่เขตไปเดินดมกลิ่นมันไม่เพียงพอและทำงานยาก สิ่งที่ต้องทำด่วนที่สุดคือการตรวจอัตลักษณ์น้ำมัน หรือตรวจสูตรเฉพาะของแต่ละโรงกลั่น เพราะน้ำมันก็เหมือนลายนิ้วมือหากนำน้ำมันที่ปนเปื้อนไปตรวจแล็บ จะรู้ทันทีว่ามาจากโรงกลั่นของบริษัทใด จากนั้นค่อยย้อนไปเช็กแนวท่อขนส่งของบริษัทนั้นๆ ไม่ใช่ปล่อยให้สูบน้ำมันฟรีโดยไม่หาตัวการ จนกลายเป็นการปล่อยโจรลอยนวล” นายพงศกร กล่าว และว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งตั้งวอร์รูมบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ ยืนยันว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง แต่เป็นการเสนอแนวทางเร่งด่วนเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาอย่างจริงจัง


นายอภิมุข ฉันทะวานิช รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่เข้าควบคุมสถานการณ์เบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว แต่จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน ซึ่งได้กลิ่นเหม็นค้างมานานหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือนแล้ว จนกระทั่งฝนตกหนักและทนไม่ไหวจึงแจ้งประธานชุมชนและกรรมการชุมชนเพื่อประสานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ตนได้ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่  1.เร่งหาต้นเหตุและจุดรั่วที่ชัดเจน ต้องระบุปริมาณการรั่วไหล หน่วยงานรับผิดชอบ และมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจน 2.ตรวจโครงสร้างพื้นฐานใต้ดินและอัปเดตแผนที่ กทม. ตรวจสอบระบบท่อน้ำมัน ท่อก๊าซ และท่อสารเคมีทั่วกรุงเทพฯ ไม่ใช่ตรวจเฉพาะจุดเกิดเหตุ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย 3. ประเมินและแจ้งเตือนภัยความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา  


ด้าน น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทางวิทยาศาสตร์การพิสูจน์แหล่งที่มาของน้ำมันไม่ใช่เรื่องยาก เช่นเดียวกับคดีจับน้ำมันเถื่อนของกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือที่สามารถเข้าแล็บตรวจสอบสูตรน้ำมันได้ทันที ซึ่งน้ำมันใน กทม. ก็สามารถเทียบเคียงกับสูตรของแต่ละบริษัทได้เช่นกัน ทั้งนี้ตนมองว่า มาตรการอัดแรงดันเทสต์ท่อตามที่กระทรวงพลังงานระบุนั้น อาจไม่เพียงพอสำหรับท่อใต้ดินที่มีอายุการใช้งานเกิน 30 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ที่มีสภาพดินอ่อนตัวสูง จำเป็นต้องเพิ่มความถี่ในการทดสอบท่อเก่าตามอายุการใช้งาน


“หากรัฐบาลยังไม่สามารถหาจุดรั่วไหลและยืนยันความปลอดภัยให้คน กทม. ได้ สิ่งที่ต้องพิจารณาเร่งด่วนคือ ‘การสั่งยกเลิกการขนส่งน้ำมันทางท่อทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร’ ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าบริษัทเจ้าของท่อจะส่งมอบพิมพ์เขียว (Blueprint) แนวท่อใต้ดินทั้งหมดให้ กทม. อย่างถูกต้องเรียบร้อย ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ ชัชชาติ เหมือนต้องงมเข็มในมหาสมุทรเพราะไม่มีพิมพ์เขียวทิ้งไว้ แต่บริษัทน้ำมันย่อมรู้ดีว่าท่อตัวเองอยู่ตรงไหน รัฐมนตรีและผู้ว่าฯ ต้องมีความจริงใจ ออกมาชี้ชัดว่าบริษัทใดต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เอาเงินภาษีประชาชนไปจ่ายค่าน้ำมันและค่าแก้ไขปัญหาในท้ายที่สุด” นางสาวศิริภา กล่าว.