เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 69 นางสาวอรุณรัตน์ พุ่มเจริญ นายอำเภอบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยนางสมจิตร์ พันธ์สุวรรณ นายกเทศมนตรีตำบลท่าข้าม และเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ในพื้นที่ ต.ท่าข้าม หลังพบเบาะแสการจัดเก็บและดำเนินการเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเทียมและกากอุตสาหกรรม
จากการตรวจสอบบริษัท เอพลัส แบตเตอรี่ แอนด์ ไทร์ (ประเทศไทย) จำกัด ภายในสวนอุตสาหกรรมวินโคสต์ พบแบตเตอรี่ลิเทียมเก็บอยู่ภายในอาคารโรงงาน เมื่อตรวจสอบใบอนุญาตพบว่ามีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (อภ.2) โดยผู้แสดงตนเป็นเจ้าของกิจการยอมรับว่า ยังไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตในส่วนดังกล่าว
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบการขนย้ายแบตเตอรี่ลิเทียมและผลิตภัณฑ์กากอุตสาหกรรมไปยังอาคารโรงงาน W 2-2 ห้อง 2 ซึ่งเป็นสถานประกอบการของบริษัท กรีน สมาร์ท พาวเวอร์ ภายในอาคารพบเครื่องจักรขนาดใหญ่ 2 เครื่อง ใช้สำหรับคัดแยกกากอุตสาหกรรมจากแบตเตอรี่ลิเทียม

เมื่อตรวจสอบใบอนุญาตพบว่า บริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการผลิตแบตเตอรี่ แต่ลักษณะการดำเนินงานที่ตรวจพบเข้าข่ายประกอบกิจการผิดประเภท ไม่ตรงตามใบอนุญาตที่ได้รับ โดยบริษัทได้ยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 106 ต่ออุตสาหกรรมจังหวัดแล้ว แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต

ภายหลังการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้ประสานกรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการอายัดอาคารโรงงาน W5, W 2-2 ห้อง 1 และ W 2-2 ห้อง 2 พร้อมทรัพย์สินทั้งหมดภายในอาคารไว้ตรวจสอบ และพิจารณาดำเนินคดีกับบริษัทที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ขณะที่เทศบาลตำบลท่าข้ามได้ลงบันทึกประจำวันไว้กับพนักงานสอบสวน สภ.บางปะกง เพื่อเป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ตรวจพบ

นางสาวอรุณรัตน์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้อายัดของกลางไว้ทั้งหมด 5 โกดัง มีน้ำหนักรวมเกือบ 10,000 ตัน เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายระหว่างรอการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนประเด็นที่น่ากังวลคือความเสี่ยงจากสารพิษหรือสารปนเปื้อนที่อาจรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม จึงได้สั่งการให้เทศบาลตำบลท่าข้าม เร่งตรวจสอบแหล่งน้ำและคูคลองสาธารณะที่เชื่อมต่อกับพื้นที่โกดัง ซึ่งมีเส้นทางไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกง เพื่อประเมินผลกระทบและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้ เตรียมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยที่ถูกระบุว่าเป็นนอมินีให้กับกลุ่มทุนจีนที่เข้ามาประกอบกิจการดังกล่าว พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลต่อไป.



