พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ย.69 นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ที่ วท. 27/2569 ตอนหนึ่งว่า การทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว.โดยมิชอบ กระทบต่ออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์ ( สว.สำรอง ที่ฟ้องคดีต่อ กกต. ) ย่อมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) และมาตรา 28(2) และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 38
กรรมการ กกต. ทั้ง 7 คน และเลขาธิการ กกต. มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังนั้น เมื่อถูกฟ้องว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ประธานศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)
“คำวินิจฉัยครั้งนี้มิใช่คำตัดสินว่าผู้ใดผิด แต่เป็นการเปิดประตูทางกฎหมายให้ผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของศาลที่มีเขตอำนาจ และสะท้อนหลักนิติธรรมว่า ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย”

“สส.ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธณ์ ยิ่งตอกย้ำว่าคดีโกง สว. จะไม่จบง่ายๆ สำหรับคน 2 กลุ่ม ที่นอกเหนือจาก 77 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง คือ 1. กกต. สีน้ำเงิน ศาลอุทธรณ์นิยามว่า ผู้เสียหายจากการโกง สว. ให้รวมถึง“ประชาชนทุกคน” ที่ถูก“พรากอำนาจอธิปไตยไป” นั่นหมายความว่า จากเดิมที่เราเคยคาดว่าผู้ที่จะฟ้อง กกต. ต่อศาลโดยตรงได้อย่างมากที่สุด จะต้องเป็น สว. สำรอง หรือ ผู้สมัคร สว., ตอนนี้ กลายเป็นว่าประชาชนทั่วไปสามารถดำเนินการได้ด้วยเช่นกัน
“ทันทีที่ กกต. เผยแพร่คำวินิจฉัยเกี่ยวกับมติเมื่อ 14 ก.ย. อย่างเป็นทางการ ( ภายใน 13 พ.ย.) การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. ก็จะปรากฏชัด ประชาชนสามารถนำไปใช้ฟ้อง กกต. ต่อศาลได้”
2. นักการเมืองสีน้ำเงินที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อ กกต. มีการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คนไปที่ศาลฎีกา (ซึ่งจะต้องสั่งฟ้องภายใน 60 วันนับแต่วันที่ กกต. จัดทำคำวินิจฉัยเสร็จ หรือภายใน 12 ม.ค.) ศาลฎีกาจะมีอํานาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226
โดยหากข้อเท็จจริงและหลักฐานดังกล่าวที่ศาลไต่สวน ปรากฏชัดว่ามีผู้กระทำความผิดคนอื่น (เช่น ระดับ นายกฯ / รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) กกต. ก็มีหน้าที่ต้องนับว่าข้อมูลดังกล่าวเป็น “ความปรากฏ” ที่เป็นเหตุให้ กกต. สั่งฟ้องกลุ่มบุคคลดังกล่าวเพิ่มเติมจาก 77 คน ซึ่งหาก ณ เวลานั้น กกต. กำลังถูกฟ้องไปที่ศาลเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามข้อ 1 กกต. ก็คงต้องคิดหนักหากจะกระทำการใดๆที่จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซ้ำสอง อาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งนี้ จะต้องไม่ถูกตัดตอนให้เหลือการเอาผิดแค่ 77 คน

นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า นี่อาจเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของระบอบสีน้ำเงิน เพราะหากคดีนี้เดินหน้าจนพิสูจน์ความผิดของแกนนำและนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทยได้ ก็อาจหมายถึงจุดสิ้นสุดของระบอบสีน้ำเงินที่ครองอำนาจอยู่ในวันนี้
“นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงกระแสวิจารณ์ทางการเมืองเรื่องน้ำเงินกินรวบ ว่า เป็นวาทกรรมทั้งสิ้น คุม สว.ได้อย่างไร ทำไม สว.บางคนยังด่ารัฐบาลอยู่ทุกวัน ด่าแม้กระทั่งประธานวุฒิสภา ถ้าคุมได้ทำไมยังมีคนเหล่านี้อยู่ พอชี้แจงได้ก็บอกคุมเป็นบางกลุ่ม ตนไม่เคยเห็นเลยว่าจะคุมได้แม้แต่ครั้งเดียว และไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปดำเนินการเช่นนั้น มันไม่มีอะไรที่จะไปพิสูจน์ได้
“เขาอาจไม่ต้องการให้รัฐบาลนี้ สามารถทำงานแล้วมีเสถียรภาพ มีผลงาน มันอาจสามารถสร้างความนิยม หรือดำรงความนิยมได้ เขาก็จะลำบากในการแข่งขัน ถ้ามาเป็นรัฐบาล ไม่ใช่ว่าจะบอกไม่เป็นไรทีเดียวพอ หนเดียวพอ ครั้งหน้าช่างหัวมัน เราไม่ทำอย่างนั้น เราต้องเข้ามาทำงาน ประชาชนเลือกเราเข้ามาเพื่อทำงานให้กับเขา”
เมื่อถามว่า นายกฯพยายามอธิบายและปฏิเสธ แต่ทำไมเขาจึงยังผูกโยงว่ารัฐบาลชุดนี้เกี่ยวข้องกับสว.สีน้ำเงิน นายอนุทิน กล่าวว่า เขาคงต้องใช้วาทกรรมด้อยค่า และโน้มน้าวให้คนคิดเช่นนั้น สมมติพวกตนทำงานไม่ดี ก็มีช่องทางให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้ว สว.ก็ช่วยตนไม่ได้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องการวิจารณ์ว่า เราคุม สส. เราเป็นรัฐบาลได้ เพราะเรามีเสียงข้างมาก เราไม่ต้องคุม สส.อยู่ในพรรคของเรา เขาต้องปฏิบัติตามมติพรรค

นายกฯหนู กล่าวถึงเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ถ้ามันผิดจริงไม่ต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมง 2 นาทีก็จอดแล้ว ขอให้มีหลักฐาน ขอให้มีสิ่งที่กระทำแล้วเกิดความเสียหายอย่างมหาศาลต่อบ้านเมือง เรื่องตกลงวันกันไม่ได้ในครั้งแรกที่จะขออภิปรายปลายเดือน ต.ค.แล้วพอตัวเองแพ้ โดนคนวิจารณ์ว่าประธานวิปฝ่ายค้านประสบการณ์น้อย เอาแต่ใจ ก็ยิ่งโกรธใหญ่ เลยมาโยนความผิดใส่รัฐบาล อย่างนี้มันไม่ได้ คำว่าประสบการณ์มันต้องมีในการแสวงหาความร่วมมือ ส่วนเรื่องฝ่ายค้านรับบริจาค เพื่อทำข้อมูลอภิปรายนั้น ขอไม่มีความเห็นต้องให้ประชาชนไปพิจารณาดู
นายกฯ กล่าวถึงการเตรียมรับภัยความมั่นคงด้านไซเบอร์ และประชาชนต้องเตรียมเสบียง 72 ชั่วโมงหรือไม่ ว่า พูดชัดๆ คือใช้ชีวิตตามปกติทั่วไป ถ้าพูดถึงการดำรงชีวิต ตามปกติทั่วไปไม่ได้มีคนซื้อของเตรียมทำอาหารวันต่อวันอยู่แล้ว การเตรียมไว้ 72 ชั่วโมง คือ 3 วัน สรุปสั้นๆคือใช้ชีวิตปกติ ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลว่าจะเกิดการขาดแคลนอาหาร หรือสิ่งของอุปโภคบริโภคที่เราจะใช้ในครอบครัวจนเกินสภาวะปกติ
“ไทยยังห่างไกลสภาวะขาดแคลนอาหาร การถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ทำให้ต้องมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ถ้าเทียบกับตอนเกิดน้ำท่วมเมื่อช่วงเดือนต.ค. ที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าเราพยายามนำพูดเป็นกลุ่มเปราะบางออกมาที่ปลอดภัยก่อน เหตุการณ์รุนแรงจะเกิดขึ้นซึ่งเราทำได้ ไม่ทราบกระแสข่าวเรื่องนี้มาจากไหน อยู่ดีๆก็โผล่มาในโลกโซเชียล ผมว่า ใช้ชีวิตตามปกติไม่ต้องมีความกังวลว่ารัฐบาลจะปล่อย ผมกล้าพูดว่า ไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ต้องประสบสภาวะขาดอาหารจนถึงจุดที่เขาไม่สามารถดำรงชีพได้ ยังไงความช่วยเหลือต้องไปถึงอย่างทันท่วงที”
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ที่บอกว่า รัฐบาลนี้ช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจบางประเภท เอื้อนายทุน มันก็เป็นวาทกรรม เป็นสิ่งที่พูดไปก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา เพราะความเป็นจริงรัฐบาลนี้เปิดโอกาส ไม่ใช่เฉพาะกับคนไทยแต่เปิดโอกาสให้ประเทศไทย เมื่อวันนี้ประเทศไทยมีความพร้อมทุกอย่าง นักลงทุนทั้งหลายเข้ามาเยือนผมเป็นนายกฯยินดีพบทุกคน ทุกราย เพื่อสร้างความมั่นใจให้เขามากขึ้นไปอีก ภาพเศรษฐกิจอีกด้านคือการลงทุนจากต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ แกนนำแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน ( นปผ.) นำขบวนรถยนต์ขึ้นมาจากภาคใต้ เพื่อเรียกร้องรัฐบาลลดราคาน้ำมัน และเรียกร้องแก้ไขปัญหายาเสพติด ดูความเคลื่อนไหวได้ในเพจ “กำนันตำบลกระบี่น้อย ซื่อสัตย์ ชัดเจน”
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ออกประกาศห้ามการชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย.69 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 20 พ.ย.69 เวลา 24.00 น. และแจ้งปิดการจราจรถนนพิษณุโลกตั้งแต่เที่ยงคืนนี้เป็นต้นไป แต่ก่อนม็อบมา การจราจรยังปกติ มีกลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งที่ใช้ชื่อ กลุ่มต่อต้านรัฐบาลกินรวบ (ต.ร.ก.) ได้เดินทางเข้ามาบริเวณป้ายรถเมล์ด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาลเป็นกลุ่มแรก ซึ่งจะปักหลักค้างคืนที่ป้ายรถเมล์.



