รอมานานกว่า 16 ปี  “ทางด่วนภูเก็ต”  กำลังกลับมาสู่จุดที่ต้องลุ้นกันอีกครั้ง หลังการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)  เสนอ เฟส 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง ต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

โครงการระยะทาง 3.98 กม. วงเงิน 16,757 ล้านบาท หาก ครม. เห็นชอบ กทพ. พร้อมเดินหน้าต่อทันที เพราะจัดทำร่างขอบเขตของงาน (TOR)  คู่ขนานไว้แล้ว  ตั้งเป้าเปิดประมูลภายในปี 2569 ลงนามสัญญาเดือน มี.. 2570 เริ่มก่อสร้างเดือน เม.. 2570 และเปิดบริการประมาณเดือน เม.. 2574

กว่าจะมาถึงวันนี้  ทางด่วนภูเก็ต”  ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายรอบ ทั้งรูปแบบการลงทุน หน่วยงานเจ้าของโครงการ นโยบายค่าผ่านทาง และกรอบเวลาก่อสร้าง ล่าสุดยังต้องปรับแบบอุโมงค์เพื่อควบคุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

จาก  PPP  สู่ กทพ.ลงทุนเอง  :  ทางด่วนภูเก็ตเริ่มศึกษาจริงจังตั้งแต่ปี 2553 ก่อนที่ ครม. จะมีมติเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2565 เห็นชอบให้ลงทุนทั้งโครงการในรูปแบบ  PPP  ให้เอกชนร่วมลงทุนแต่เมื่อเปิดคัดเลือกเอกชนกลับไม่มีรายใดยื่นข้อเสนอ  กทพ. จึงปรับรูปแบบใหม่ และเสนอ ครม. เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 ให้ กทพ. ลงทุนก่อสร้างเอง ส่วนงานเดินรถและบำรุงรักษา (O&M)  เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนแบบ  PPP  ตลอดเส้นทาง 34.60 กม. ครอบคลุมทั้ง 2 เฟส

เดิมตั้งเป้าเปิดประมูลเดือน พ.ย. 2568 เริ่มก่อสร้างต้นปี 2569 และเปิดบริการปี 2573 แต่โครงการต้องเปลี่ยนทิศอีกครั้งเมื่อ  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม  มีนโยบายให้โอนโครงการไปกรมทางหลวง (ทล.) ก่อสร้างแทน กทพ. เพื่อเปิดให้ประชาชนใช้เส้นทางฟรี

การเปลี่ยนหน่วยงานทำให้ต้องปรับแบบและกระบวนการใหม่ เสียเวลาเพิ่มอีก 1-2 ปี ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้โครงการเดินหน้าโดยเร็ว ไม่ได้เรียกร้องใช้ทางฟรี  ท้ายที่สุดนายพิพัฒน์ต้องถอย ให้โครงการอยู่กับ กทพ. ตามเดิม

ฟรี”  ไม่ได้ จบที่ลดค่าผ่านทาง  : นายพิพัฒน์จึงมีนโยบายให้ กทพ. ยกเว้นค่าผ่านทาง แต่เมื่อหารือกับกระทรวงการคลังและสภาพัฒน์ฯ แล้ว สรุปว่าไม่สามารถเปิดให้ใช้ฟรีได้ เพราะกระทบรายได้ของ กทพ. เพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้เส้นทางอื่นเรียกร้องการยกเว้นค่าผ่านทางตาม

สุดท้ายจึงปรับเป็นการลดค่าผ่านทาง รถจักรยานยนต์จาก 15 บาท เหลือ 10 บาท รถ 4 ล้อจาก 40 บาท เหลือ 20 บาท 6-10 ล้อจาก 80 บาท เหลือ 40 บาท และมากกว่า 10 ล้อจาก 125 บาท เหลือ 60 บาท กทพ. คาดว่าเมื่อเปิดบริการจะมีรถใช้ทางประมาณ 70,000 คันต่อวัน รายได้จะหายไปกว่า 50% จึงต้องหารายได้เพิ่มจากธุรกิจอื่น เช่น จุดพักรถ (Rest Area)

3.98 กม. แต่ไม่ธรรมดา  : แม้เฟส 1 จะมีระยะทางเพียง 3.98 กม. แต่ประกอบด้วยทั้งทางยกระดับและอุโมงค์  เส้นทางเริ่มจากถนนพระเมตตา ต.ป่าตอง เป็นทางยกระดับข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์ประมาณ 0.9 กม. ก่อนลอดอุโมงค์เขานาคเกิดระยะทาง 1.85 กม. แล้วออกมาเป็นทางยกระดับอีก 1.23 กม. ไปสิ้นสุดที่จุดตัด ทล.4029 ในพื้นที่ ต.กะทู้  ตลอดเส้นทางมี 8 ช่องจราจรไป-กลับ แบ่งเป็นรถยนต์ 4 ช่อง และรถจักรยานยนต์ 4 ช่อง แยกออกจากกันตามข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการเดินทาง

ส่วนอุโมงค์เขานาคเกิดมีจุดสูงสุด 11 เมตร และถูกระบุว่าเป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยก่อสร้าง ล่าสุด กทพ. ปรับความกว้างอุโมงค์จากเดิม 17 เมตร เหลือ 14 เมตร หลังราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น โดยยืนยันว่าไม่กระทบมาตรฐานความปลอดภัย และยังคง 8 ช่องจราจรไป-กลับ

เฟส 2 เดินคู่ขนาน  :  เฟสช่วงเมืองใหม่เกาะแก้วกะทู้ ระยะทาง 30.62 กม. วงเงินเดิม 46,751 ล้านบาท อยู่ระหว่างทบทวนกรอบวงเงินใหม่ หลังราคาน้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น  กทพ. วางแผนเสนอกรอบวงเงินใหม่ต่อบอร์ดภายในเดือน ต.ค. 2569 เสนอให้กระทรวงคมนาคมและ ครม. พิจารณาเดือน มี.ค. 2570 เริ่มก่อสร้างเดือน ม.ค. 2571 และเปิดบริการประมาณเดือน เม.ย. 2574 พร้อมกับเฟส 1

ส่วนงานระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง ระบบควบคุมจราจร และ  O&M  ของทั้ง 2 เฟส อยู่ระหว่างทบทวนข้อมูลและวงเงิน โดยวางกรอบเสนอ ครม. ช่วงเดียวกัน เมื่อรวมทั้ง 2 เฟส  ทางด่วนภูเก็ต”  จะมีระยะทาง 34.60 กม. ครอบคลุมเส้นทางสำคัญที่คาดว่าจะช่วยแบ่งเบาการจราจรบนถนนสายหลักของภูเก็ต

2 ที่สุดแห่งความพิเศษ  หากก่อสร้างได้ตามแผน  “ทางด่วนภูเก็ต”  จะเป็นทางด่วนสายแรกของ กทพ. ที่ก่อสร้างในต่างจังหวัดและทางด่วนสายแรกของประเทศไทยที่เปิดให้รถจักรยานยนต์ใช้บริการ 2 คุณสมบัติที่แตกต่างจากทางด่วนที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างชัดเจน

ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวมีปริมาณรถสูง ถนนเทพกระษัตรี (ทล.402) และถนนพระบารมี (ทล.4029) ต้องรองรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว ทางด่วนทั้ง 2 เฟสจึงถูกวางให้ช่วยบรรเทาการจราจร เพิ่มความปลอดภัย และเป็นเส้นทางสำรองกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน

ทางด่วนภูเก็ต”  กลับมาอยู่ในจังหวะที่ต้องลุ้นกันอีกครั้ง  ….คราวนี้จะได้เริ่มนับหนึ่งจริงหรือไม่ อยู่ที่คำตอบของ ครม. และการเดินหน้าหลังจากนั้น

***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต