วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีโอกาสได้พบและพูดคุยกับเขา จนกลายมาเป็นบทสนทนาถึงเส้นทางชีวิตที่ออกรสชาติของเขาในวันนี้…

เรื่องราวของ “เอ็ด-นิติธร อจลานนท์” ก่อนจะมาเป็น “นักเล่าประวัติศาสตร์ชวนหิว” นั้น เขาเล่าว่า หลังเรียนจบ ปวส. ก็ออกไปทำงาน โดยไม่ได้เรียนต่อเพราะเขาเชื่อว่าการออกไปใช้ชีวิตจริง ๆ จะพาเขาไปไกลกว่าใบปริญญา โดยงานแรกที่ทำคือ อาชีพนักจัดดิสเพลย์ในบริษัทจิวเวลรี่แห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แต่ด้วยความเงียบของงานที่ต้องทำคนเดียวในห้างสรรพสินค้าทุก ๆ วัน ทำให้เขารู้สึกว่างเปล่า เหมือนยืนอยู่หน้าตู้กระจกที่สวยงาม แต่ไร้เสียงตอบกลับ เขาจึงตัดสินใจลาออกและหันกลับไปเรียนปริญญาตรีภาคค่ำ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พร้อมกับทำงานควบคู่ไปด้วย และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ถูกเพื่อนรุ่นพี่ซึ่งเรียนด้วยกันทาบทามให้ไปทำงานเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ให้กับนิตยสารฉบับหนึ่งที่กำลังจะเปิดตัว เขารู้สึกสนใจก็เลยเข้าไปทำ แต่หลังทำไปได้สักปีกว่า ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตวนเวียนจนวันหนึ่งก็ตัดสินใจลาออก และไปได้งานเป็นหัวหน้ากราฟิกดีไซน์ที่โรงพิมพ์แห่งหนึ่ง แต่ทำไปพักหนึ่งก็เริ่มเครียดกับบรรยากาศที่ทำงาน ที่สุดก็จึงตัดสินใจลาออก

“ตอนที่ตัดสินใจลาออก ผมถามตัวเองว่า ทำไมชีวิตทำงานต้องกลายเป็นสนามรบที่คนในออฟฟิศคอยทำลายกันเอง ทั้งที่เราก็แค่อยากทำงานให้ดีที่สุด สุดท้ายรู้สึกว่าถ้าอยู่ต่อไปคงเสียทั้งแรง เสียทั้งใจ และอาจลืมไปว่าเคยรักการทำงานสร้างสรรค์แค่ไหน ก็เลยลาออกอีกครั้ง” เขาพูดความรู้สึกที่เกิดขึ้นเวลานั้น จนหันหลังให้งานประจำ

เมื่อลาออกเขาได้จับมือกับเพื่อนเปิดบริษัทรับผลิตสิ่งพิมพ์ ซึ่งช่วงแรกก็ไปได้ดี แต่พอเกิดวิกฤติฟองสบู่แตก งานที่เคยมีก็หดหาย จนสุดท้ายบริษัทดังกล่าวก็ต้องปิดตัว พร้อมกับได้ให้บทเรียนการทำธุรกิจกับเขา ซึ่งหลังจากบริษัทปิดตัว เขาก็อยู่นิ่ง ๆ รับงานทั่วไปไปเรื่อย ๆ จนช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 เขากับแฟน (ยุ้ย–ทัดธิดา พัชรางกูร) มาเช่าที่ย่านคลอง 12 จ.ปทุมธานี ทำธุรกิจรับจัดสวน ปรากฏไปได้สวย เพราะมีลูกค้าเซ็นสัญญาว่าจ้างทั้งปี ทำให้พอลืมตาอ้าปากได้ จนถึงขั้นเก็บเงินแต่งงานได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม แต่ผ่านไปสัก 1-2 ปี ปรากฏมีบริษัทใหญ่ กระโดดมาเล่นสนามนี้มากขึ้นจนตัดราคากัน ก็เลยรู้สึกไม่สนุก จนที่สุดก็ตัดสินใจปิดตัวธุรกิจนี้ และถอยกลับมาตั้งหลักที่บ้าน โดยในช่วงที่หยุดพักธุรกิจและตั้งหลักชีวิตใหม่ที่บ้านนี้เอง ทำให้ชีวิตได้หยุดนิ่งจริง ๆ และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้เขาได้ถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่อยากทำ

“ตอนหยุดอยู่บ้านเพื่อตั้งหลัก หลายคนอาจมองว่าเราทำอะไรก็ล้มเหลว แต่สำหรับตัวเอง เรากลับคิดว่า ชีวิตยังไม่จบ และการได้หยุดอยู่กับตัวเองจริงจัง ทำให้เราได้ยินเสียงตัวเองชัดมากขึ้นว่า จริง ๆ แล้วเราอยากทำอะไร จนเมื่อกลับมานั่งนึกก็ตกผลึกได้ว่า เราเคยวิ่งตามงาน ตามเงิน ตามความสำเร็จมานาน พอได้หยุดจึงมองเห็นว่า บางทีชีวิตแค่ต้องช้าลงก่อน ถึงจะรู้ว่าหัวใจเราอยากเดินไปทางไหน” เป็นผลึกความคิดที่เขาพบในช่วงหยุดพัก

เขาเล่าว่า เมื่อคำตอบนี้ปรากฏขึ้นก็เหมือนได้พาตัวเองนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปที่ก้นครัวของแม่ในอดีต ซึ่งด้วยความเป็นลูกคนสุดท้อง แม่จึงมักจะเรียกให้เข้าไปเป็นลูกมือในครัว ทำให้ได้ซึมซับบรรยากาศในครัว และเรียนรู้วิธีจับมีด ปอกเปลือก ตำพริกแกงมาตั้งแต่เด็ก ๆ ขณะที่พ่อก็เป็นครูอีกคนที่ช่วยเปิดประตูบานใหม่ให้ จนทำให้เขากลายเป็นคนที่หลงใหลในเสน่ห์ของเครื่องเทศและอาหารอิสลาม

“แม่ไม่เคยสอนให้ท่องจำ แต่ให้ลงมือทำเอง ส่วนพ่อจะซีเรียสกับเครื่องแกงมาก เช่น ถ้าทำแกงเขียวหวาน ก็จะต้องตำพริกแกงเอง ห้ามซื้อ เพราะพ่อบอกว่ากลิ่นและรสแท้ไม่มีทางลัด ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ว่ากำลังเรียนรู้อะไร พอโตจึงเข้าใจว่า ก้นครัวของแม่คือห้องเรียนที่สอนให้เราได้รู้จักรสชาติ และความละเอียดของชีวิต”

บุกครัวคนอินเดีย พิสูจน์รสชาติต้นตำรับ

ส่วน “จุดเริ่มต้น” ที่ทำให้ตัวเขานั้น หลงใหลในอาหารอินเดีย เขาบอกว่า อาจเป็นผลมาจาก “ความทรงจำวัยเด็ก” จากการที่พ่อของเขาได้พาไปกินอาหารอิสลามแถวหลังกระทรวงกลาโหมบ่อย ๆ ในสมัยเด็ก ซึ่งพ่อของเขาทำงานอยู่ที่แบงก์ชาติ (ชื่อเดิมในอดีตคือสำนักงานธนาคารชาติไทย) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง ซึ่งพ่อก็มักจะพาเขาไปที่ทำงานด้วย และเมื่อถึงช่วงพักกลางวัน ก็จะพาเดินข้ามมาย่านหลังกระทรวงกลาโหม เพื่อไปเดินหาร้านอาหารอร่อย ๆ จนทำให้เขานั้น รู้จักกับเมนูข้าวหมกไก่เป็นครั้งแรกในชีวิต

“จำได้ติดปลายลิ้นมาถึงวันนี้ว่าข้าวหมกไก่จานนั้นรสชาติยังไง เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวหมกไก่ที่เต็มไปด้วยรสสัมผัสที่ยากจะลืม มีทั้งกลิ่นเครื่องเทศที่ลุ่มลึก หรือรสชาติที่หาไม่ได้ในปัจจุบันนี้ก็เลยสนใจอาหารอิสลามและอินเดียมาตั้งแต่ตอนนั้น” เขาพูดถึงเฟิร์สอิมเพรสชั่นที่มีต่อเมนูข้าวหมกไก่จานแรกในชีวิต

อย่างไรก็ตาม แต่เส้นทางอาหารอินเดียกับชีวิตของเขาก็ยังไม่ได้มาบรรจบกัน ณ ตอนนั้น เพราะช่วงที่ปิดกิจการจัดสวน เขาสนใจการทำขนมปัง เพราะชอบกิน แต่ขี้เกียจขับรถออกไปซื้อ ก็เลยคิดว่าจะลองหัดทำจากสูตรในยูทูบดู แต่ปรากฏทำเท่าไหร่ก็ไม่ได้ขนมปังที่ต้องการ จึงไปลงเรียนทำขนมปัง และกลับมาเป็นคนทำขนมปังขายแบบพรีออเดอร์ ก่อนที่จะขยายความสนใจไปสู่อาหารไทย ถึงขั้นไปลงเรียนทำอาหารจริงจังที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพราะอยากรู้ว่าอาหารไทยมีเทคนิคและภูมิหลังลึกกว่าที่เคยรู้แค่ไหน ซึ่งตอนที่เรียนทำอาหารไทยนี่เองทำให้เขาได้พบกับ “อาจารย์หนิง-ผศ.ดร.นิพัทธ์ชนก นาจพินิจ” ผู้เปิดประตูให้เขามองอาหารในฐานะวัฒนธรรม ทำให้เขาเข้าใจว่าอาหารไม่ได้เกิดขึ้นโดด ๆ แต่เชื่อมโยงกับโลกกับผู้คนด้วย จนทำให้เขาพบเป้าหมายชีวิตใหม่ นั่นคือ การเดินทางตามรอยอาหารอินเดีย ซึ่งเขาบอกว่า ช่วงนั้นจะทำงานไป เก็บเงินไป เพื่อนำไปใช้เป็นทุนเดินทางไปตามแหล่งอาหารที่มีชื่อของอินเดีย เพราะอยากรู้เรื่องราวการเดินทางของอาหารอินเดีย โชคดีที่บางงานที่รับทำได้พาเขาไปอินเดียโดยไม่ต้องใช้ทุนของตัวเองทั้งหมด จนทำให้เขามีความสุขกับการทำงานอีกครั้ง

เดินทางเก็บข้อมูลอาหารทั่วอินเดีย

“อินเดียคือห้องเรียนสำคัญ ที่ค่อย ๆ กลายเป็นห้องครัวขนาดใหญ่ในชีวิตของผม โดยเมื่อมีภารกิจไปอินเดีย แม้ไม่เกี่ยวกับเรื่องอาหาร แต่ถ้าปลีกตัวได้ ผมก็จะลัดเลาะไปขอคนอินเดียให้พาไปดูครัวของเขา เพราะเราอยากเห็นว่าต้นตำรับแท้ ๆ เขาปรุงอาหารอินเดียยังไง ก็ค่อย ๆ สะสมความรู้ด้วยตา ด้วยหู ด้วยการชิมไปเรื่อย ๆ และเมื่อกลับมาไทยก็พยายามค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม จนความรู้ค่อย ๆ เพิ่มพูนมากขึ้น ซึ่งหลายอย่างเราก็เพิ่งรู้จากการบุกเข้าครัวของคนอินเดีย เช่น ได้รู้ว่าแป้งนานไม่ได้มีเพียงแป้งกับน้ำ แต่มีเครื่องเทศและเทคนิคซ่อนอยู่ หรือซาโมซ่าก็มีอัชวานในตัวแป้งเพื่อเพิ่มกลิ่นและมิติ” เขาพูดถึงช่วงเวลาที่ได้เปิดโลกกว้างเกี่ยวกับอาหารอินเดีย

กับคุณพ่อ คุณแม่ และภรรยา ที่คอยซัพพอร์ตชีวิต

ต่อมาเขาเดินทางสู่อินเดียเหนือเพียงลำพัง เพื่อแกะรอยวัฒนธรรมอาหารโมกุล สถาปัตยกรรมราชบุตร และร่องรอยเปอร์เซียที่หลอมรวมกับเครื่องเทศอินเดียและจากความประทับใจในยุคอินเดียกลาง เขาเริ่มค้นคว้าตำรา บทความวิชาการ และแหล่งข้อมูลต่างประเทศด้วยตัวเอง แปล เรียบเรียง จดบันทึกเป็นภาษาไทย เพื่อทำความเข้าใจว่าอาหารเดินทางอย่างไร ทำไมแกงไทยหลายชนิด จึงมีเงาอินเดียและเปอร์เซียพาดผ่าน ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า อย่างกรณีของ “แกงมัสมั่น” คือภาพชัดเจนที่สุด เพราะสำหรับคนทั่วไป มัสมั่นอาจเป็นแกงไทยคุ้นชื่อ แต่ชื่อนี้ได้พาเขาย้อนกลับไปไกลถึงโลกมุสลิม เปอร์เซีย อินเดียกลาง และราชสำนักโมกุล ก่อนจะเคลื่อนผ่านมลายูและปรับรสจนเข้ากับลิ้นไทย ซึ่งเขาบอกว่า การเดินทางของอาหารทำให้เรื่องราวที่เขานำมาเล่าให้คนฟังจึงไม่หยุดอยู่ที่รสชาติอร่อย แต่พาไปให้เห็นว่า อาหารหนึ่งคำนั้น มีทั้งภาษา ศาสนา การค้า อำนาจ และชีวิตผู้คนซ่อนอยู่ และด้วยเอกลักษณ์การเล่าเรื่องที่ทำให้คนฟังสนุกและหิวตามไปด้วย ทำให้เขาจึงได้รับฉายาเป็น “นักเล่าประวัติศาสตร์อาหารชวนหิว” ที่มาจากความสามารถในการลากเส้นเชื่อมประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นภาพใหญ่

สาธิตทำอาหารอินเดียให้ผู้สัมมนาชิม

“ครั้งหนึ่งเมื่อมิวเซียมสยามต้องการตีความเมนูโบราณที่ปรากฏในบันทึกของนักเดินทางชาวอังกฤษ ด้วยชื่อที่เพี้ยนจนยากจะระบุ ผมก็ใช้ทั้งการฟังเสียงภาษา การเทียบสำเนียงจีนหลายภูมิภาค และการมองบริบทผู้คนริมน้ำในสมัยอยุธยา ก่อนสรุปความเป็นไปได้ว่าเมนูนั้นน่าจะเป็นอาหารจีนประเภทเกาเหลาชนิดหนึ่ง นี่คือการทำงานแบบนักสืบที่ใช้ทั้งลิ้น จมูก ความรู้ และจินตนาการอย่างมีหลักฐาน ต้องบอกตามตรงว่า ผมไม่ได้อยากเล่าให้อาหารดูสูงส่ง แต่อยากทำให้คนเห็นว่า ในของกินธรรมดา ๆ มันมีชีวิตของผู้คนอยู่เต็มไปหมด ถ้าเรามองดี ๆ ข้าวหนึ่งจานอาจเล่าเรื่องบ้านเกิด ความเชื่อ การค้าขาย หรือแม้แต่ความทรงจำของใครสักคนได้มากกว่าที่คิด”

“เอ็ด-นิติธร อจลานนท์” นักเล่าประวัติศาสตร์ชวนหิว บอกว่า ตอนนี้นอกจากการเข้าครัวทำอาหารและขนมแล้ว ก็ยังมีงานบรรยายเรื่องอาหารเข้ามาเรื่อย ๆ รวมถึงบางคอร์สก็ยังเป็นแขกรับเชิญไปบรรยายประวัติศาสตร์อาหารอินเดีย พร้อมกับจัดเวิร์กช็อปทำอาหาร อย่างใกล้ ๆ นี้ วันที่ 19 ก.ย. ก็จะมีเวิร์กช็อปที่จัดโดย เฟซบุ๊ก : ปรุงกะศิลป์ เป็นคลาสบรรยายและสอนทำ “ขนมโมทกะ” ที่นิยมนำไปบูชาองค์พระพิฆเนศ ในช่วงเทศกาลคเณศจตุรถี ที่กำลังเปิดรับลงทะเบียนในเพจดังกล่าว

“งานผมเหมือนพาคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนอดีตกลับไปหาร่องรอยของอาหาร เพราะเวลาเห็นอาหารหนึ่งจาน เราไม่ได้เห็นแค่รสชาติ แต่เห็นชีวิต เส้นทางการค้า ศาสนา ภาษาที่ซ่อนไว้ในนั้นด้วย ผมเลยมองว่า อาหารหนึ่งจานอาจซ่อนจักรวาลทั้งใบไว้ข้างในนั้น ถ้าถามว่ามีเรื่องที่ประทับใจกับเส้นทางใหม่นี้ไหม ก็ต้องมีแน่นอน แถมมีหลายเรื่อง เช่น ครั้งหนึ่ง อ.สุนิติ จุฑามาศ ผู้เขียนหนังสือล่องนาวาเจ็ดสมุทร ชวนไปร่วมกิจกรรมในนิทรรศการการเดินทางของเครื่องเทศของพ่อค้าอาหรับ โดยให้สาธิตเมนูโบราณอย่างข้าวบุหรี่ ปรากฏกระแสตอบรับจากผู้ชมดีมาก จนผมมั่นใจในเส้นทางนี้มากขึ้น ที่ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นสายวิชาการก็ไม่เป็นอะไร เราแค่นำสิ่งที่รู้นำมาเล่า…แบบเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟังก็พอ”.

ชีวิตก็เหมือนขนมปังหนึ่งก้อน

นอกจากมุมมองและความรู้สึกของ “เอ็ด–นิติธร” กับอาหาร ที่เขาได้บรรยายให้เราเห็นภาพความหลงใหลในเรื่องนี้ของเขา ก่อนที่เขาจะพูดถึง “มุมมองชีวิต” ที่ค้นพบจากการ “ทำอาหาร” ว่า หลังลองผิดลองถูกทำขนมปังจากสูตรในยูทูบไม่สำเร็จ ก็เลยไปลงคอร์สเรียนทำ “ขนมปังซาวโด” กับ “ครูอีฟ” ปรมาจารย์รุ่นบุกเบิกขนมปังซาวโดเมืองไทย จนพบว่าสูตรหรือส่วนผสมวัตถุดิบ ไม่ใช่หัวใจที่จะทำให้ขนมหรืออาหารอร่อย แต่เป็นเทคนิคมากกว่า “ขนมปังสอนผมว่า ของบางอย่างรีบไม่ได้ ต้องนวด ต้องรอ ต้องยอมให้พลาดก่อน ถึงจะเข้าใจธรรมชาติของมัน เวลาทำขนมปังเสีย ผมไม่ได้มองว่าล้มเหลว แต่มองว่าเพราะเรายังไม่เข้าใจมันพอ ดังนั้นเราต้องกลับไปฟังมันใหม่ ดังนั้นสำหรับผม ขนมปังหนึ่งก้อนจึงไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นบทเรียนชีวิต ที่ต้องผ่านการนวด บ่ม และบางครั้งเราต้องรอเวลา เพื่อให้มันฟูขึ้น”.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน