เกมพรีเมียร์ ลีก คืนวันเสาร์ที่่ผ่านมา สร้างความตกตะลึงให้กับแฟนบอล “ปืนใหญ่” และแฟนบอลทั่วโลกอึ้งกันไปเป็นแถบๆ เมื่อ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ทีมกลางตารางชื่อดังเปิดบ้านถล่มแชมป์เก่า อาร์เซนอล ไป 3-0 ชนิดที่รูปเกมนั่นเหนือกว่าด้วยซ้ำในบางช่วงบางตอน พร้อมการจบสกอร์สุดคมกริบ
สิ่งที่หลายคนสงสัยคือ แม้ทุกๆ ปี “นกนางนวล” จะเสียตัวผู้เล่นดีๆ ออกไปเยอะแยะ บางปีเสียตัวหลัก บางปีก็เสียผู้จัดการทีมที่ปลุกปั้นนักเตะขึ้นมาแต่ก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในการเล่นและฟอร์มที่ดี แม้ชื่อชั้นจริงๆ จะอยู่ในระดับกลางตาราง แต่ก็สร้างความปวดหัวให้ทีมใหญ่ในลีกได้ทุกครั้งเมื่อเจอกัน

และนี่คือ “ไบร์ทตัน เวย์” เหตุผลที่เป็นตัวตอบคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะไม่ใช่แค่ระบบสั้นๆ เอาตัวรอดให้ผ่านพ้นไปได้ในแต่ละปีเหมือนทีมเล็กๆ ทีมอื่น แต่วิธีการนี้เป็นเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงทีมทั้งฟอร์มการเล่น และส่งเสริมให้ทีมมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีอีกด้วย
เริ่มต้นกันแบบง่ายๆ เรื่องทั้งหมดนี้ต้องชื่นชมคนที่สำคัญที่สุดของ ไบร์ทตัน คือ โทนี บลูม ประธานสโมสร คนที่เป็นดั่งมันสมองทุกอย่างในการวางระบบการทำงานของสโมสรแบบเฉียบคม ด้วยการเสริมทัพอันโดดเด่น กับการใช้ข้อมูลสถิติขั้นสูงขับเคลื่อนสโมสรให้ไปข้างหน้าได้แบบต่อเนื่องโดยไม่สนสิ่งที่เสียไป(เช่น นักเตะ หรือโค้ช)
โดย โทนี บลูม เผยว่า หนึ่งสิ่งที่ทำให้เขาเก่งในการคาดการณ์สถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาดเมื่ออยู่ช่วงเวลาที่อึดอัดหาคำตอบไม่ได้ คือการเล่น “โป๊กเกอร์” ก่อนจะนำมาใช้กับการทำธุรกิจของตัวเอง ก่อนต่อยอดมาสู่การทำทีมฟุตบอลอย่าง ไบร์ทตัน

ทีนี้สิ่งที่ทีมงาน ไบร์ทตัน ทำไม่ใช่แค่เพียงการหานักเตะฝีเท้าดีเข้ามาเสริมทีม แต่ยังเฟ้นหานักเตะเก่งๆ ที่ถูกมองข้ามจากหลายทีมๆ ด้วย เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการซื้อนักเตะก่อนเอามาปั้นให้กลายเป็นผู้เล่นที่หลายคนต้องพูดเป็นเสียงเดียวว่า “ไอนี่มันใครว่ะ ทำไมเก่งจัง”
โดยกระบวนการมีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน 1. นักเตะต้องตรงตามแทคติกของทีม แยกออกในความต้องการแต่ละตำแหน่ง 2.ใช้ข้อมูลจากสถิติการเล่นในการคัดกรองนักเตะที่อยู่ในข่ายตามเกณฑ์ 3.ใช้ข้อมูลอย่างเดียวอาจเห็นภาพไม่ชัด ต้องใช้สายตาจากแมวมองดูฟอร์มการเล่นด้วย
ข้อที่ 3 ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะแมวมองของ ไบร์ทตัน ใช้ผู้เชี่ยวชาญตามแต่ละตำแหน่งไปเลย ทำให้แต่ละคนสามารถโฟกัสและประเมินศักยภาพนักเตะในตำแหน่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญได้อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่คนๆ หนึ่งจะทำได้โดยโฟกัสแค่นักเตะไม่กี่คน ซึ่งนี่ถือเป็นข้อดี

นี่จึงเป็นเหตุให้เราได้เห็นนักเตะจากทีม “นกนางนวล” โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่ลงเล่นกับทีมที่เข้าระบบ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คนนั้นๆ จะต้องโชซ์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมออกมาอย่างแน่นอน ซึ่งอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ “ระบบการเล่นที่คล้ายคลึงกับทีมใหญ่”
ไล่มาตั้งแต่ เกรแฮม พอตเตอร์, โรแบร์โต เด แชร์บี จนมาถึง ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ ต้องบอกว่า ไบร์ทตัน กลายเป็นทีมเล็กที่การเล่นชัดเจนแจ่มแจ้งทีมหนึ่งในพรีเมียร์ ลีก การต่อบอล ครองบอล การเข้าทำ ราวกับว่าพวกเขาเป็นทีมใหญ่ทีมหนึ่ง หรือต่อให้เจอกับยอดทีมหัวตารางพวกเขาก็ไม่ยอมทิ้งวิธีการของตัวเอง
โดยเฉพาะในยุค เฮอร์เซเลอร์ กุนซือหนุ่มวัย 33 ปี ยิ่งเห็นภาพชัด ด้วยระบบ 4-2-3-1 ที่ทีมปลุกปั้นมาตั้งแต่ พอตเตอร์ ทั้งยืดหยุ่น ครองบอล ต่อบอลสั้น ไม่โยนบอลมั่ว วิ่งไม่มีหมด เพรสซิ่งสูงแบบไล่อัดทีละคนๆ จนทำเอานักเตะ อาร์เซนอล ไปไม่เป็นอยู่เหมือนกันในเกมล่าสุด

เหตุผลทั้งหมดจึงประกอบร่างกลายเป็นความยอดเยี่ยมของทีม แบบยั่งยืนไม่ใช่แบบฉาบฉวย เพราะเป็นรากฐานที่วางกันมาแบบตั้งใจอย่างละเอียดทุกเม็ด นอกจากฟอร์มดีแล้วพอขายนักเตะทีก็ได้ค่าตัวหลัก 60-70 ล้านปอนด์ บางคนทะลุไป 100 ล้านก็มี ซึ่งคนพวกนั้นก็คือตัวหลักของทีมนั่นแหละ แต่ด้วยโครงสร้างที่กล่าวไป ทำให้ ไบร์ทตัน เวย์ กลายเป็นรากฐานที่ทีมเล็กๆ หรือแม้แต่ทีมใหญ่ๆ ควรนำเอามาปรับใช้กับทีมเพื่อยกระดับขึ้นไปมากกว่าเดิม



