คำถามที่แฟนบอลทั่วโลกตั้งตารอมานานหลายปี ในที่สุดก็มีคำตอบแล้ว นั่นคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี มีความผิดจริง
สโมสรยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ต่อข้อกล่าวหาละเมิดกฎการเงิน ที่พรีเมียร์ลีกตั้งขึ้นเมื่อปี 2023 และสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ การต่อสู้ทางกฎหมายจึงยังไม่จบลงง่ายๆ
คำตัดสินนี้ได้จุดประเด็นคำถามใหญ่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และอาจเป็นคดีที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลอังกฤษ
1) จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และเกิดขึ้นเมื่อไหร่?
กำหนดส่งคำอุทธรณ์ของ แมนฯ ซิตี คือวันศุกร์ที่ 2 ต.ค.69 ตามเวลาอังกฤษ
บรรทัดฐานที่ผ่านมาชี้ว่า การอุทธรณ์ของ แมนฯ ซิตี จะได้รับการพิจารณาและตัดสินก่อนที่จะมีการประกาศโทษ
ยังไม่ชัดเจนว่ากระบวนการอุทธรณ์โดยคณะกรรมการชุดใหม่ 3 คนจะใช้เวลานานเท่าใด
ระเบียบพรีเมียร์ลีก ระบุว่า การอุทธรณ์ควรเสร็จสิ้นภายใน 12 สัปดาห์นับจากวันยื่น และต้องมีคำตัดสินภายใน 30 วันหลังสิ้นสุดการพิจารณา
กระบวนการอาจถูกเร่งรัดให้ทันกำหนดเวลา เช่น ก่อนจบฤดูกาล
แมนฯ ซิตี จะไม่สามารถอุทธรณ์ต่อศาลอนุญาโตตุลาการทางการกีฬา (CAS) ได้อีกแล้ว แต่สามารถยื่นต่อศาลสูงได้ หากยังคิดว่ากระบวนการขาดความยุติธรรม
แถลงการณ์พรีเมียร์ลีก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่าต้องการให้กระบวนการ เสร็จสิ้นเร็วที่สุด
ถ้อยคำดังกล่าวรวมถึงภาษาที่รุนแรงในรายงานของคณะกรรมการอิสระเกี่ยวกับความล่าช้าของคดี ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ
“เราใช้เวลานานกว่าที่คิดไว้มากในการทำคำตัดสินหลังจากจบการพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย” คณะกรรมการระบุ
จึงชัดเจนว่าผู้เกี่ยวข้องต้องการปิดคดีนี้ให้เร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ทั้งต่อทั้ง แมนฯ ซิตี และสโมสรอื่นที่จะได้รู้ความจริงโดยเร็ว
ปัจจุบัน แมนฯ ซิตี คือจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก เก็บได้ 15 คะแนนเต็มจาก 5 นัดแรก แต่โอกาสลุ้นแชมป์ยังไม่ชัดเจน ตราบใดที่นักเตะ แฟนบอล และเจ้าของทีมยังไม่รู้บทลงโทษที่แน่ชัด
หากการอุทธรณ์ และบทลงโทษ ยืดเยื้อข้ามฤดูกาล อาจเกิดการฟ้องร้องจากทีมต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะจัดการได้ยากมากกว่าการรู้คำตัดสินแต่แรก

2) การตกชั้นหรือขับไล่ออกจากลีกจะเกิดขึ้นได้หรือไม่?
เรื่องนี้มี 2 ความเป็นไปได้
อย่างแรกคือ แมนฯ ซิตี ถูกตัดแต้มหนักมากต้องตกชั้นสู่แชมเปี้ยนชิพโดยอัตโนมัติ
อย่างที่สองคือ แมนฯ ซิตี ถูกลงมติขับไล่ออกจากพรีเมียร์ลีก ซึ่งต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสโมสรร่วมลีกอย่างน้อย 15 จาก 20 ทีม
กรณีที่ 2 ถ้าหากเกิดขึ้นจริง อนาคตของ แมนฯ ซิตี แทบจะจบ และพวกเขาต้องยื่นขอเข้าแข่งกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ใหม่อีกรอบ
อย่าลืมว่า พวกลีกรองลงไปอย่าง EFL และ National League เป็นคนละองค์กรกับ “พรีเมียร์ลีก” พวกเขาจึงไม่มีพันธะต้องรับ แมนฯ ซิตี เข้าลีก
และต่อให้ EFL ยอมรับคำร้อง แต่สโมสรทั้ง 72 ทีมก็ต้องลงมติว่าจะรับหรือไม่ด้วย
นี่คือเหตุผลที่ แมนฯ ซิตี อาจต้องไปเริ่มต้นใหม่ในลีกทู หรือต่ำกว่านั้น
มีความแตกต่างมหาศาล ทั้งด้านกีฬา และการเงิน ระหว่างการตกชั้นไปแชมเปี้ยนชิพ ที่มีโอกาสเลื่อนชั้นกลับมาในฤดูกาลเดียว กับการไปนับหนึ่งใหม่จากลีกล่างสุด
ตอนที่ ยูเวนตุส โดนปรับตกชั้นไป “เซเรียบี” จากคดีล้มบอล เมื่อปี 2006 พวกเขายังรักษานักเตะระดับโลกอย่าง จานลุยจิ บุฟฟอน, พาเวล เนดเวด และ ดาวิด เทรเซเกต์ ไว้ได้
นักเตะยอมเล่นในลีกล่างแค่ฤดูกาลเดียว เมื่อทีมคว้าแชมป์เซเรีย บี ก็กลับขึ้นมาเซเรีย อา แล้วก็ติดท็อปทรี ได้ไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที
หาก แมนฯ ซิตี ตกชั้นแค่ฤดูกาลเดียว นักเตะที่มีสัญญาระยะยาวจึงน่าจะยอมอยู่ต่อ แล้วลงไปช่วยกันพาทีมขึ้นมาในฤดูกาลเดียว

3) จะะบานปลายเป็นคดีอาญาหรือไม่?
พระราชบัญญัติการฉ้อโกงของอังกฤษ ปี 2006 (Fraud Act 2006) ระบุว่า การแจ้งข้อมูลเท็จโดยเจตนาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือหลีกเลี่ยงความสูญเสีย อาจโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับไม่จำกัดจำนวน หากถูกตั้งข้อหาและพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง
ลอร์ด ครัดดาส นายธนาคารและนักธุรกิจกล่าวว่า “ผลการตัดสินของ แมนฯ ซิตี ควรเป็นเรื่องของตำรวจได้แล้ว หากมีการตกแต่งบัญชีและหลอกลวงผู้สอบบัญชี นี่คือคดีอาญา”
“ผู้สอบบัญชีควรจะแจ้งตำรวจ และกรรมการบริษัทต้องรับผิดชอบส่วนบุคคลต่อการฉ้อโกงของบริษัทในอังกฤษ แม้เจ้าของจะเป็นชาวต่างชาติก็ตาม”
การที่คดีจะบานปลายจากความผิดทางกีฬาไปสู่คดีอาญา ต้องเริ่มจากการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อน
หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนอาชญากรรมทางการเงินในสหราชอาณาจักร ได้แก่ ตำรวจท้องที่, สำนักงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งชาติ (NCA), กรมสรรพากร (HMRC) และสำนักงานฉ้อโกงร้ายแรง (SFO)
สื่อใหญ่อย่าง BBC Sport ได้ติดต่อหน่วยงานเหล่านี้ แต่ยังไม่มีสัญญาณว่ามีการเริ่มสอบสวนใดๆ ซึ่งบางหน่วยงานไม่ยืนยันข้อมูลเนื่องจากเป็นความลับ
ตำรวจเกรตเตอร์แมนเชสเตอร์ระบุว่า “ยังไม่มีการส่งเรื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความผิดทางอาญาใดๆ”
อย่างไรก็ตาม เดวิด เบิร์นสไตน์ อดีตประธานสโมสรแมนฯ ซิตี (ลงจากตำแหน่ง 5 ปีก่อนเจ้าของปัจจุบันจะเข้าซื้อ) ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้นี้ว่า
“นี่เป็นเรื่องร้ายแรงมาก และผมสงสัยว่าบางประเด็นอาจต้องส่งให้หน่วยงานภายนอกลีกจัดการ”
เบิร์นสไตน์กล่าวต่อว่า “สิ่งที่ผมคิดทันทีคือ บอร์ดบริหารยังทำงานต่อได้จริงหรือ และผู้เกี่ยวข้องควรถูกสั่งพักงานทันทีหรือไม่?”
ด้าน เคียรอน แมคไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินในวงการฟุตบอล มองว่าการสอบสวนในวงกว้างอาจเกิดขึ้นได้ยาก
“สรรพากรอาจพิจารณา แต่นำไปขยายผลต่อได้น้อย ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เรียกเก็บ เพราะสโมสรฟุตบอลขาดทุนอยู่แล้ว และซิตีจะขาดทุนหนักกว่านี้ถ้าไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้น”

4) เจ้าของสโมสรจะถูกบีบให้ขายทีมหรือไม่?
แฟนบอลพากันตั้งคำถามตั้งแต่มีข่าวว่า หากเจตนาฝ่าฝืนกฎนานถึง 9 ปี แล้วเราจะวางใจให้เจ้าของทีมบริหารสโมสรต่อไปได้อย่างไร?
บทบาทนี้ ต้องเป็นของ “องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลอิสระ” หรือ IFR ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2025
เป้าหมายคือเพื่อปกป้องมรดกฟุตบอลอังกฤษ สร้างความมั่นคงทางการเงิน และส่งเสริมความโปร่งใสของเจ้าของและการใช้เงิน
IFR เป็นผู้มอบใบอนุญาตประกอบกิจการแก่สโมสรทั้ง 116 แห่งใน 5 ลีกสูงสุดของอังกฤษ
เจ้าของ กรรมการ และผู้บริหารระดับสูงจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่เข้มงวดกว่าเดิม
พระราชบัญญัติการกำกับดูแลฟุตบอลปี 2025 ให้อำนาจ IFR ในการพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตของสโมสรเป็นมาตรการขั้นสูงสุดหากพบการทำผิด
เดวิด โคแกน ประธาน IFR ระบุในแถลงการณ์ “IFR มีอำนาจในการประเมินความเหมาะสมของเจ้าของ กรรมการ และผู้บริหาร ซึ่งจะใช้อำนาจนี้ตามความเหมาะสมเพื่อปกป้องความยั่งยืนและความซื่อสัตย์ของฟุตบอลอังกฤษเมื่อมีหลักฐานความผิดที่ชัดเจน”
“ซึ่งนั่นรวมถึงการนำผลตัดสินของลีกมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการระหว่างแมนฯ ซิตี กับพรีเมียร์ลีกยังไม่สิ้นสุด เราจะรอความคืบหน้าต่อไป”
“เราหวังว่าเรื่องนี้จะยุติได้โดยเร็วเพื่อประโยชน์ของแฟนบอล”
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้ในเรื่องนี้นั่นคือ “การแทรกแซงจากรัฐบาล”
เมื่อปี 2022 โรมัน อบราโมวิช ถูกรัฐบาลอังกฤษบีบให้ขายสโมสรเชลซี หลังจากที่ รัสเซีย เปิดฉากบุกยูเครน สถานะ “โอลิการ์ช” ของเขาทำให้รัฐบาลอายัดทรัพย์สิน และขู่จะยึดทั้งหมด
ดังนั้น ถ้าหากจะบีบ แมนฯ ซิตี จริง รัฐบาลอังกฤษ ย่อมสามารถทำได้
ปัจจุบันเจ้าของ แมนฯ ซิตี ยังไม่โดนมาตรการใดๆ จากรัฐบาลอังกฤษ มีเพียงการประกาศอย่างเป็นทางการว่าสโมสรผิดกฎการเงินฟุตบอลเท่านั้น
ทว่าเคยมีบรรทัดฐานที่รัฐบาลยื่นมือเข้ามามีส่วนในการขับไล่เจ้าของสโมสรฟุตบอลมาแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งราชวงศ์เป็นผู้ควบคุมกลุ่มทุนเจ้าของ แมนฯ ซิตี เคยแน่นแฟ้นมาก่อน แต่เริ่มสั่นคลอนลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
การบีบให้เปลี่ยนเจ้าของไม่ว่ารูปแบบใด จะกลายเป็นบททดสอบทางการทูตที่รุนแรง และนี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล แต่เป็นเรื่องระหว่างประเทศด้วย.



