เมื่อวันที่ 29 ก.ย.  น.ส.ทิพานัน  ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้านพยายามอ้างมาตรา 158 วรรคสี่ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี2560 ที่ ห้ามนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี มาปลุกปั่นกระแสสังคมเพื่อลดทอนความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านถนัดและดิ้นรนจะทำเพราะไม่สามารถหาจุดบกพร่องในการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ ได้ จึงต้องไปเอากฎหมายมาตีความกระท่อนกระแท่น เอามาบางส่วนในแต่ละมาตรามาโจมตีนายกฯ เพราะถ้าอ่านมาตรา 158 และมาตรา 264 ทั้งมาตราก็จะเข้าใจได้อย่างเป็นปกติว่า การนับอายุดำรงตำแหน่งนายกฯ เริ่มขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลบังคับใช้ เมื่อพล.อ. ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามมาตรา 158 วรรคสอง ที่บุคคลที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า บทบัญญัติของมาตรา 158 ทั้งมาตรา ที่มี 4 วรรค โดยสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ วรรคสอง ที่ระบุว่า  นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 และเมื่อประกอบมาตรา 272 แล้วต้องให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตาม มาตรา 88  ดังนั้นความมุ่งหมายของมาตรา 158 ทั้งมาตราเป็นการบัญญัติพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง ครม. และวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี  ซึ่งในการนับเวลา 8 ปีตามรัฐธรรมนูญนี้  ไม่ใช่ว่าจะนับตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแต่ต้องเป็นตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาตามมาตรา 158 วรรคสอง  ที่ต้องผ่านขั้นตอนการเสนอชื่อโดยกระบวนการตั้งแต่ประชาชนตามมาตรา 159 ซึ่งรัฐธรรมนูญปีไหนก็ยังไม่มี  เมื่อจะใช้กฎหมายมาตรานี้ก็ต้องอ่านทั้งมาตรา จะเอาวรรค 4 วรรคเดียวมาอ้างแบบกระท่อนกระแท่นบางส่วนไม่ได้ การนับเวลา 8 ปีตามมาตรา 158 วรรคสี่ ต้องนับจากนายกรัฐมนตรีที่มาตามมาตรา 158 วรรคสอง ด้วย

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า ในส่วนมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่…” ก็มีความหมายตามตัวบทคือ ครม.ก่อนหน้าประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ใช่ครม.ตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งครม. ก็ต้องรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย แสดงว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็เพิ่งมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และหากพิจารณาตามเจตนารมณ์นั้น เมื่อดูจากหนังสือความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญปี 2560 หน้า 483 ก็บอกความมุ่งหมายของมาตรานี้ทั้งมาตราชัดเจนว่า เป็นเพียงการบัญญัติกำหนดให้ครม. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีครม. ชุดใหม่ เพื่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยต้องมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามบทหลักของรัฐธรรมนูญ ยกเว้นลักษณะต้องห้ามบางประการอันเป็นกรณีที่ใช้บังคับแก่ ครม. ซึ่งมีที่มาตามรัฐธรรมนูญนี้เป็นการเฉพาะเท่านั้น

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า การตีความมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ไม่ได้เป็นไปตามที่นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พยายามบิดเบือนว่าเป็นมาตราที่ให้นับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ปี 2557 เพราะไม่ได้เป็นมาตราที่พูดถึงการนับระยะเวลาดำรงตำแหน่งเลย ไม่มีตรงไหนบัญญัติเรื่อง “การให้นับระยะเวลา” ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องเลย ดังนั้นจะมาอ้างว่ามาตรา 264 กำหนดไว้ชัดเจนให้นับย้อนตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ไม่ได้  จึงอยากให้นายธีรัจชัยและฝ่ายค้านหยุดบิดเบือนการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อปลุกปั่นกระแสสังคมและลดทอนความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพล.อ. ประยุทธ์ อย่าลดมาตรฐานการทำงานตรวจสอบของฝ่ายค้านจนทำให้ประชาชนเห็นชัดว่าไม่สามารถหาจุดบกพร่องในการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ ได้ ถึงขนาดต้องจนตรอกบิดเบือนกฎหมายจนสังคมสับสน

“และไม่ว่าการสับสนครั้งนี้ จะนำไปสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดตีความอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การคาดการณ์มาตรา 158 แบบล่วงหน้าของฝ่ายค้านจนสังคมสับสนนั้นมีเหตุผลเดียวคือกลัว โดยกลัวว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะมีประชาชนเลือกพรรคที่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ใช่หรือไม่  หากเป็นเช่นนั้น ก็อย่างเพิ่งกลัวไปก่อน เพราะไม่มีใครทราบว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร  สิ่งเดียวที่ฝ่ายค้านควรจะทำเสียตั้งแต่วันนี้คือ ไม่บิดเบือนข้อมูล ไม่ใส่ร้ายป้ายสีคนทำงาน และต้องมีจิตใจช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากใจจริงก็พอ เพราะสิ่งที่ฝ่ายค้านพยายามชี้นำประเด็น มาตรา 158 ก็ยังมาไม่ถึง จงทำปัจจุบันให้ที่สุดจะดีกว่า” น.ส. ทิพานัน กล่าว.