เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทางเว็บไซต์ iqair รายงานดัชนีคุณภาพอากาศ ช่วงเวลา 07.00 น. เมืองหลักคุณภาพอากาศแย่ที่สุด “เชียงใหม่” ก็ยังคงครองอันดับหนึ่งของโลก แบบต่อเนื่อง วัดได้ที่ 208 US AQI⁺ อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดย ​นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญว่าตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา สถานการณ์วิกฤติที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ซึ่งมีการตรวจพบจุดความร้อนหรือฮอตสปอตพุ่งสูงถึง 1,020 จุด ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลงในปัจจุบัน จนเมื่อวานนี้จุดความร้อนเหลือประมาณ 355 จุด

​จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า การเกิดไฟป่ามักกระจุกตัวอยู่ในช่วงเช้าและช่วงกลางคืน ส่วนช่วงบ่ายจะมีสถิติลดน้อยลงเพราะเจ้าหน้าที่เข้าไปดับ จังหวัดเชียงใหม่จึงสั่งการให้ปรับแผนการทำงานใหม่โดยเน้นการลาดตระเวนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริง พร้อมกำชับให้นายอำเภอประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง โดยกำหนดเป้าหมายสูงสุดคือการเฝ้าระวังไม่ให้มีการลักลอบเข้าไปในเขตป่า เพื่อสกัดกั้นการเกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการระดมกำลังเข้าไปดับไฟในพื้นที่ป่าที่เข้าถึงยาก

โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้ตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อันเนื่องมาจากสถานการณ์อัคคีภัยไฟป่า ไปแล้วในพื้นที่ 6 อำเภอ 38 ตำบล 324 หมู่บ้าน และ 27 ชุมชน ประกอบด้วย อำเภอฮอด อำเภอสะเมิง อำเภอเชียงดาว อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอแม่แตง และอำเภอแม่วาง ซึ่งการประกาศในครั้งนี้จะไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งอำเภอ แต่เป็นการระบุเจาะจงเฉพาะรายตำบลและรายหมู่บ้านที่เกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นจริง เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุด

หัวใจสำคัญของการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยคือ การปลดล็อกอำนาจหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สามารถนำงบประมาณและทรัพยากรส่วนตัวที่มีอยู่มาใช้ในการระงับยับยั้งเหตุและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทันทีตามระเบียบราชการ ทั้งนี้หากหน่วยงานในระดับพื้นที่ประสบปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณไม่เพียงพอ ทางจังหวัดพร้อมที่จะอนุมัติเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปสนับสนุนเสริมการทำงานในทันที เพื่อให้การแก้ไขวิกฤติอัคคีภัยและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วที่สุดในทุกมิติ

ขณะที่ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่าจากสภาพปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บริเวณพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่มีค่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับมีผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง (สีม่วง) จึงสั่งการปรับแผนการทำงาน ตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ ระดมเครื่องบิน 5 ลำ ได้แก่ L410 2 ลำ CASA 2 ลำ และ CN 1 ลำ ปฏิบัติการด้วยเทคนิคการโปรยน้ำแข็งแห้ง การสเปรย์น้ำเย็น ระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ และช่วงชิงสภาพอากาศก่อเมฆเพื่อให้เกิดฝนตก

จากการคาดการณ์สภาพอากาศ วางแผนปฏิบัติการ ดังนี้ ช่วงวันที่ 1-3 เมษายน 2569 เน้นการก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่นละออง ช่วงวันที่ 4-6 เมษายน 2569 ค่าความชื้นสัมพัทธ์มีโอกาสเข้าเงื่อนไขการทำฝนหลวง จึงเตรียมวางแผนปฏิบัติการให้เกิดฝนตกช่วงวันที่ 6-7 และ 11-12 เมษายน 2569 ก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่นละออง

นอกจากนี้ จะมีการวางแผนทำงานด้วยเทคนิคการสเปรย์น้ำเย็นเพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นการปฏิบัติการในกรณีที่ระดับชั้นอุณหภูมิผกผัน (Inversion) มีความสูงต่ำกว่า 3,000 ฟุต ซึ่งเป็นการช่วยระบายฝุ่นอีกทางหนึ่งได้ 

ด้านคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกสารถึงประชาชนชาวเชียงใหม่เรื่อง วิกฤติหมอกควันและ PM2.5 ต่อภาวะสุขภาพประชาชน สถานการณ์วิกฤติหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เกิดขึ้นอย่างหนักในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงอยู่ในระดับที่รุนแรงและต่อเนื่อง โดยมีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง

ฝุ่นละออง PM2.5 เป็นมลพิษทางอากาศที่มีอนุภาคขนาดเล็กมาก มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมประมาณ 20 เท่า เมื่อหายใจเข้าสู่ร่างกาย สามารถเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันของทางเดินหายใจ เข้าสู่ถุงลมปอดและหลอดลมได้ นอกจากนี้ยังมีฝุ่นขนาดเล็กมากระดับ PM0.1 ซึ่งสามารถผ่านถุงลมเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจและสมองอุดตัน หัวใจวาย หลอดเลือดในสมองตีบ หอบหืดกำเริบ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในระบบต่างๆ ของร่างกาย นำไปสู่ภาวะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

บุคลากรทางการแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์วิกฤติหมอกควันขณะนี้เป็นอย่างยิ่ง และขอความร่วมมือจากประชาชนในการลดปัจจัยก่อมลพิษ รวมถึงการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นควันเพิ่มเติม ทั้งนี้ประชาชนควรติดตามรายงานคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ผ่านแอปพลิเคชันรายงานดัชนีคุณภาพอากาศ หรือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนการดำเนินชีวิตประจำวัน

สำหรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนเมื่อค่าฝุ่น PM2.5 สูง หากระดับฝุ่นเกิน 35 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ประชาชนกลุ่มเสี่ยงควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากระดับฝุ่นเกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกอาคาร งดการออกกำลังกายกลางแจ้งทุกประเภท เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือการแข่งขันกีฬา และหากระดับฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ควรงดออกนอกอาคาร ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด และใช้เครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้

ในกรณีที่จำเป็นต้องออกนอกอาคาร ให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง PM2.5 ชนิด N95 อย่างถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกัน สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ใจสั่น หรือเวียนศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที

สำหรับอาคารผู้ป่วยสุจิณฺโณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้รับการปรับปรุงให้เป็น “อาคารปลอดฝุ่น PM 2.5” โดยติดตั้งระบบกรองอากาศแบบแรงดันบวก (Positive Pressure)  ติดตั้งม่านกันฝุ่นนาโนไฟเบอร์เพื่อลดปริมาณฝุ่นเข้าอาคารพร้อมติดตั้งเครื่องฟอกอากาศและแผ่นกรอง HEPA Filter ที่สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็ก 0.3 ไมครอน ได้ไม่น้อยกว่า 99.97% ทั้งนี้ภายในอาคารได้มีการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดปริมาณฝุ่น PM 2.5 เพื่อติดตามปริมาณฝุ่นแบบ Real-time เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ และเสริมความมั่นใจแก่ผู้ป่วยและญาติในการเข้ารับบริการ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอให้ความมั่นใจกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือว่า บุคลากรทางการแพทย์ มีความพร้อมในการดูแลรักษาประชาชนอย่างเต็มประสิทธิภาพ