สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานวันนี้ (3 เม.ย.) ว่า รัฐบาลบังกลาเทศประกาศปรับลดเวลาทำการของหน่วยงานรัฐและร้านค้า พร้อมสั่งห้ามเปิดไฟประดับในงานแต่งงานโดยมีผลตั้งแต่วันศุกร์ เพื่อเร่งสำรองพลังงานหลังจากราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นซึ่งเกิดจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

บังกลาเทศพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงถึง 95% ของความต้องการในประเทศ โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากตะวันออกกลาง แม้รัฐบาลจะระบุว่าปริมาณน้ำมันเบนซินและดีเซลในขณะนี้ยังมีเพียงพอ แต่จำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทานที่ “ขาดความมั่นคง” เนื่องจากก๊าซนำเข้าจะถูกนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าถึง 60% ขณะที่น้ำมันดีเซลถือเป็นหัวใจหลักของภาคเกษตรกรรม

มาตรการใหม่จากรัฐบาลระบุให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และธนาคารทุกแห่งต้องปิดทำการเร็วขึ้นกว่าเดิม 1 ชั่วโมง จนกว่าจะมีประกาศการเปลี่ยนแปลง โดยนายนาซิมุล กานิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีบังกลาเทศแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า “เนื่องจากเส้นทางการส่งเชื้อเพลิงขาดความมั่นคง สำนักงานภาครัฐและเอกชนจะปรับเวลาทำงานเป็น 09.00-16.00 น. ส่วนธนาคารจะเปิดให้บริการเวลา 09.00-15.00 น.” สำหรับห้างสรรพสินค้าที่ปกติจะเปิดจนดึก ต้องปิดให้บริการภายในเวลา 18.00 น. ยกเว้นร้านขายของชำและอาหารที่ยังคงอนุญาตให้เปิดตามเวลาเดิม

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งห้ามใช้ไฟประดับที่เดิมสั่งให้ห้างสรรพสินค้างดใช้ ในครั้งนี้ได้ขยายครอบคลุมการงดใช้ไฟประดับไปถึงการจัดพิธีแต่งงาน ซึ่งในบังกลาเทศมักจัดอย่างยิ่งใหญ่ มีแขกเหรื่อหลักร้อยคน และใช้ไฟตกแต่งสถานที่อย่างสว่างไสว ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้สั่งให้ทุกหน่วยงานระงับการจัดซื้อรถยนต์และคอมพิวเตอร์ใหม่ รวมถึงจำกัดงบประมาณด้านสวัสดิการและการรับรองในงานสัมมนาต่างๆ ตลอดจนระงับการส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมในต่างประเทศ และลดการจัดอบรมในประเทศลงครึ่งหนึ่ง

เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่ามาตรการทั้งหมดนี้จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงโดยรวมได้ไม่น้อยกว่า 30% นอกจากนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับเวลาเรียนของโรงเรียนและวิทยาลัย รวมถึงแผนการจัดซื้อรถบัสไฟฟ้าสำหรับรับส่งนักศึกษา อีกทั้งยังเตรียมขอกู้เงินราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 65,140 ล้านบาท) จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศเพื่อรับมือวิกฤติพลังงาน

ก่อนหน้านี้ บังกลาเทศได้เริ่มจำกัดการซื้อเชื้อเพลิง สั่งระงับการผลิตในโรงงานปุ๋ยส่วนใหญ่ และส่งกำลังตำรวจเข้าดูแลความเรียบร้อยตามสถานีบริการน้ำมันที่เต็มไปด้วยผู้ใช้รถที่ต้องการซื้อน้ำมันด้วยความตื่นตระหนก โดยโฆษกกรมเชื้อเพลิงและพลังงานระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ถึง 1 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้บุกตรวจค้นกว่า 5,000 ครั้ง และยึดน้ำมันเถื่อนที่ได้มาโดยผิดกฎหมายได้กว่า 400,000 ลิตร

เครดิตภาพ : AFP