สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มผ่อนคลายการกำกับดูแลชั่วโมงทำงานล่วงเวลา ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นคนบ้างาน รับรองยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมีการเรียกร้องให้ทบทวนระบบกำกับชั่วโมงทำงาน


ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนหนึ่งสะท้อนข้อเรียกร้องของภาคธุรกิจ ที่ต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรับมือปัญหาขาดแคลนแรงงานที่รุนแรงขึ้น โดยก่อนหน้านี้ ภาครัฐเคยแนะนำให้บริษัทจำกัดเวลาทำงานล่วงเวลาไว้ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่มีน้ำหนักใกล้เคียงข้อบังคับ


กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นระบุว่า บริษัทประมาณ 40% มีข้อตกลงร่วมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งอนุญาตให้ทำงานล่วงเวลาได้สูงสุด 100 ชั่วโมงต่อเดือน แต่การที่ภาครัฐเคยแนะนำให้จำกัดที่ 45 ชั่วโมง เพราะเกินกว่านั้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อภาวะ “คาโรชิ” หรือการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป


ภายใต้กฎใหม่ สำนักงานตรวจมาตรฐานแรงงานจะยุติการกดดันบริษัทที่ให้พนักงานทำงานล่วงเวลาเกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน แต่การบังคับใช้กฎใหม่ไม่ครอบคลุมทุกบริษัท โดยกิจการที่ไม่มีข้อตกลงร่วมยังต้องจำกัดเวลาล่วงเวลาไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน และบางธุรกิจไม่สามารถให้ทำงานเกินเวลาตามกฎหมายได้แม้แต่นาทีเดียว


ด้านผลสำรวจของหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา พบว่า มาตรการกดดันดังกล่าวจำกัดการดำเนินงานของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางราว 20% โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ขนส่ง และบริการ


อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานและนักวิจารณ์มองว่า การผ่อนคลายครั้งนี้เป็นการถอยหลังจากความพยายามปรับวัฒนธรรมองค์กรของญี่ปุ่น ให้คำนึงถึงสมดุลชีวิตและการทำงานมากขึ้น


สมาพันธ์สหภาพแรงงานแห่งชาติญี่ปุ่น หรือเซ็นโรเร็น ระบุว่า นโยบายใหม่นี้เป็นการยกเลิกแนวทางที่เรียกร้องให้บริษัทลดชั่วโมงทำงาน


อนึ่ง การที่ญี่ปุ่นเคยเร่งผลักดันประเด็นการควบคุมชั่วโมงการทำงาน เป็นผลจากกรณีพนักงานหญิงวัย 24 ปี ของบริษัทโฆษณาเดนท์สุ เสียชีวิตจากการกระทำอัตวินิบาตกรรม เมื่อปี 2558 ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะอ่อนล้าจากการทำงานมากเกินไป.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES