รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานและผลกระทบต่อประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณามาตรการดูแลค่าครองชีพ ที่ต้องพิจารณาถึงทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้า กำลังซื้อ และฐานะการคลังของประเทศควบคู่กัน
สถานการณ์ราคาน้ำมันในช่วงนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้รถยนต์เท่านั้น แต่เป็นต้นทุนของระบบเศรษฐกิจที่ส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ภาคเกษตร การผลิต และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับปัญหา และพิจารณาว่าความช่วยเหลือส่งถึงประชาชนได้จริงมากน้อยเพียงใด
“ลลิดา เพริศวิวัฒนา” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่รัฐบาลมีแผนที่จะขยายมาตรการออกไปในขณะนี้ ก็มี เป้าหมายบรรเทาค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อ ดูแลกลุ่มเปราะบาง และช่วยให้เงินหมุนเวียนไปยังร้านค้ารายย่อย ขณะที่โครงการ 60/40 ยังครอบคลุมบริการขนส่งสาธารณะที่เข้าร่วม จึงเป็นมาตรการที่ออกแบบเพื่อช่วยประชาชนและเศรษฐกิจฐานราก ไม่ได้มีเป้าหมายเฉพาะเรื่องราคาพลังงาน
“ราคาน้ำมันส่งผลต่อประชาชนผ่านหลายช่องทาง ขณะที่การดูแลค่าครองชีพก็มีเครื่องมือหลายประเภท แต่ละมาตรการช่วยประชาชนต่างกลุ่มและส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจต่างกัน รัฐบาลจึงต้องพิจารณาให้ครบทุกด้านก่อนตัดสินใจเลือกใช้มาตรการ”
ในมุมนโยบาย การดูแลค่าครองชีพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเลือกระหว่างลดราคาน้ำมันกับช่วยกำลังซื้อ ซึ่งแต่ละมาตรการก็เป็นเครื่องมือคนละประเภท แต่ที่รัฐบาลต้องพิจารณามากกว่าคือปัญหาอยู่ตรงไหน ประชาชนกลุ่มใดได้รับผลกระทบ และมาตรการใดให้ผลคุ้มค่ากับเงินของประเทศมากที่สุด
สำหรับกรณีที่มีการกล่าวระบุถึงวงเงินกู้คงเหลือประมาณ 50,000 ล้านบาท ยังต้องตรวจสอบสถานะให้ชัดว่าเป็นกรอบวงเงินที่ยังไม่ได้จัดสรร วงเงินที่มีภาระผูกพัน หรือวงเงินที่สามารถนำมาพิจารณาใหม่ได้ เนื่องจากแต่ละส่วนมีสถานะทางบัญชีและข้อกำหนดทางกฎหมายแตกต่างกัน
“ในทางนโยบาย รัฐบาลไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าเหลือเงินเท่าไรแล้วจะนำไปใช้อะไร แต่เริ่มจากประชาชนกำลังเดือดร้อนเรื่องอะไร แล้วจึงเลือกเครื่องมือที่ตรงจุดที่สุด วงเงินที่กฎหมายเปิดไว้ไม่ใช่เงินที่รัฐบาลต้องใช้ให้หมด เงินกู้ทุกบาทต้องมีเหตุผล มีความจำเป็น คุ้มค่า และตรวจสอบได้”
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง เพื่อให้มาตรการของรัฐเหมาะสมกับปัญหาและครอบคลุมประชาชนแต่ละกลุ่มอย่างตรงจุด



