องค์กร AHF (AIDS HEALTH CARE FOUNDATION) ซึ่งเป็นองค์กรด้านเอดส์ และดูแลเรื่องกลุ่มเปราะบาง ได้ศึกษาเรื่องหนี้สินระหว่างประเทศ และทำแคมเปญ “Freedom from Debts” อธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับหนี้สินไว้ว่า ในปี 2024  ประเทศกำลังพัฒนาต้องจ่ายดอกเบี้ยสุทธิรวมกันสูงถึง 921 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า) และเมื่อรวมกับช่องโหว่ทางภาษีและการไหลเวียนของเงินทุนที่ผิดกฎหมาย กลายเป็นว่าประเทศยากจนกำลังอุดหนุนประเทศร่ำรวยด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี  การกู้ยืมภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม กลายเป็นเครื่องมือของการกดขี่ ระบบที่ควรจะสนับสนุนการพัฒนา กลับกำลังดูดกลืนทรัพยากรสาธารณะและตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ความไม่เป็นธรรมที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องรับ เช่น ศรีลังกา : การชำระหนี้คิดเป็น 193% ของรายได้รัฐบาล และสูงกว่างบการศึกษาถึง 1,606% และสูงกว่างบสาธารณสุข 1,682% ปากีสถาน : การชำระหนี้คิดเป็น 188.9% ของรายได้รัฐบาล และสูงกว่างบการศึกษาถึง 1,495% และสาธารณสุข 2,639%, อียิปต์ : ภาระการชำระหนี้สูงสุด โดยคิดเป็น 276.77% ของรายได้ประเทศ และพุ่งสูงกว่างบสาธารณสุขถึง 2,120% แองโกลา : สัดส่วนการชำระหนี้แซงหน้างบประมาณการศึกษา 1,216% และสาธารณสุข 1,409%

ในส่วนประเทศไทย หนี้สาธารณะของไทยพุ่งสูงถึง 66% ของ GDP ( ตัวเลข ณ เดือน เม.ย. 2026 ) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 26 ของโลก  ในปี 2024 พบว่า ประเทศไทยมีภาระการจ่ายชำระหนี้ สูงถึง 61.25% ของรายได้รัฐบาล และที่น่าเศร้าคือ เม็ดเงินที่เราต้องนำไปใช้หนี้นั้น สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 4 เท่า (418%) และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 3 เท่ากว่า (322%)  เจ้าหนี้ของรัฐไทย  กว่า 50% คือเจ้าหนี้เอกชนและธนาคารพาณิชย์

เจ้าหนี้เอกชน ทั้งธนาคารพาณิชย์และผู้ถือพันธบัตร  ถือครองหนี้สาธารณะเกินครึ่งของประเทศกำลังพัฒนา และมักใช้กฎหมายของชาติตะวันตกในการเรียกเก็บหนี้  ตัวอย่างจากหลายประเทศ เช่น ชาด แซมเบีย หรือศรีลังกา ที่พยายามขอเจรจาพักชำระหนี้เพื่อนำเงินไปพยุงเศรษฐกิจ แต่กลับถูกเจ้าหนี้เอกชนฟ้องร้อง บีบบังคับให้ต้องจ่ายเต็มจำนวนโดยไม่สนผลกระทบต่อประชาชนในประเทศนั้น วิกฤติหนี้สาธารณะ มีโอกาสจะก้าวไปเป็น “วิกฤติสิทธิมนุษยชน” เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาใด ๆ ได้เลย หากประเทศยังถูกกดทับด้วยภูเขาหนี้

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเงินโลกอย่างถอนรากถอนโคน โดยข้อเสนอจากการศึกษาของ AHF ที่มุ่งแก้ไปถึงนโยบาย  ได้แก่

1.รวมพลังผู้กู้ : ประเทศกำลังพัฒนาต้องรวมตัวกันตั้งโต๊ะเจรจา เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับเจ้าหนี้ ไม่ยอมถูกบีบให้สู้แบบเดี่ยว ๆ อีกต่อไป

2.พักหนี้อัตโนมัติยามวิกฤติ : สัญญาเงินกู้ต้องมีเงื่อนไขหยุดพักชำระหนี้ทันทีที่เกิดวิกฤติโรคระบาด หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้รัฐบาลนำเงินมาดูแลชีวิตประชาชนก่อน

3.เก็บภาษีความมั่งคั่งจาก AI  : ในยุคที่ AI สร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กลุ่มทุนเพียงหยิบมือ ควรมีการเก็บภาษี 1% จากผลกำไรของบริษัท AI เพื่อนำมาเป็นกองทุนปลดหนี้และสร้างสวัสดิการสังคมให้กลุ่มเปราะบาง

“การมุ่งหน้าสู่ความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า และสันติภาพ เป็นไปไม่ได้เลยภายใต้น้ำหนักของหนี้สาธารณะที่กำลังบดขยี้ประเทศต่าง ๆ ไม่ควรมีประเทศใดถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกระหว่างการปกป้องชีวิตของพลเมืองตนเอง กับการตอบสนองต่อระบบสถาปัตยกรรมทางการเงินที่ไม่เป็นธรรม”

รายงานของ AHF  เสนอให้ผู้นำและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย รับมือกับวิกฤติหนี้ด้วยความเร่งด่วนในระดับเดียวกับโรคระบาด  ร่วมกันสร้างระบบการเงินใหม่ที่หยั่งรากลึกอยู่บนหลักการของความยุติธรรม.