เมื่อช่วงเย็นวันนี้ (1 ตุลาคม 2569) เวลาประมาณ 16.00 น. เกิดเหตุฝนตกหนักและพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะย่านถนนรัชดาภิเษก ลาดพร้าว และซอยโชคชัย 4 โดยมีลูกเห็บตกลงมาพร้อมฝน ปรากฏการณ์ดังกล่าวคล้ายเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติว่า สภาวะสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) กำลังขยับเข้าใกล้ชีวิตคนเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ

ตามหลักอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า โดยปกติแล้วพายุลูกเห็บในไทยมักมาพร้อมกับพายุฤดูร้อนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม และมักเกิดในพื้นที่ภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก ทว่าหากย้อนดูข้อมูลในอดีต จะพบว่ากรุงเทพฯ เริ่มเกิดปรากฏการณ์นี้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ฝนตกหนักและลูกเห็บตกช่วงเที่ยงใจกลางเมืองเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562 จากมวลอากาศร้อนปะทะความเย็นฉับพลัน

ถัดมาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 และวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 กรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้เตือนภัยพายุฝนฟ้าคะนองและพบลูกเห็บตกในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ก่อนที่อุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็ว ล่าสุดเมื่อช่วงวันที่ 17–20 และ 23–25 เมษายน พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ก็เพิ่งมีเตือนภัยพายุฤดูร้อนระลอกใหญ่ที่ระบุให้กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เสี่ยงพายุลูกเห็บ

ตัวเลขและเหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า กรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับพายุฝนฟ้าคะนองระดับรุนแรง (Severe Thunderstorm) ที่พาเอาลูกเห็บตกถี่ขึ้นเรื่อยๆ และที่น่ากังวลคือ มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงพายุฤดูร้อนตามปกติตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่ข้ามมาเกิดในช่วงปลายฤดูฝนอย่างเดือนตุลาคม ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความผันผวนอย่างหนักของระบบมรสุมและความไม่เสถียรของบรรยากาศชั้นบน

เชื้อเพลิงความร้อนเร่งพายุสุดขั้ว

การเกิดพายุลูกเห็บเพิ่มขึ้นอธิบายได้ด้วยกลไกทางวิทยาศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) คณะกรรมการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างรัฐบาล หรือไอพีซีซี (IPCC – Intergovernmental Panel on Climate Change, รายงานการประเมินครั้งที่ 6 WGI, พ.ศ. 2564) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือดับเบิลยูเอ็มโอ (WMO) ระบุตรงกันว่า กิจกรรมของมนุษย์ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกและมหาสมุทรสูงขึ้นต่อเนื่อง

ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสะสมสูงถึง 420.0 พีพีเอ็ม (ppm – Parts Per Million) โดยในช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมในอากาศสูงถึง 420.0 พีพีเอ็ม เมื่อโลกอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำก็ระเหยกลายเป็นไอน้ำในอากาศมากขึ้นตามไปด้วย จนเกิดเป็นพลังงานความร้อนสะสมในบรรยากาศ หรือที่เรียกว่าค่าซีเอพีอี (Convective Available Potential Energy)

พลังงานความร้อนสะสมหรือค่าซีเอพีอีนี้ เปรียบเหมือนเชื้อเพลิงที่คอยเร่งให้ลมพัดยกตัวขึ้นในแนวดิ่ง ยิ่งพลังงานนี้สูง ลมก็ยิ่งดันยอดเมฆฝนให้พุ่งสูงขึ้นไปเจออากาศติดลบด้านบน ไอน้ำจึงจับตัวเป็นก้อนน้ำแข็งและพอกขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นลูกเห็บตกลงมา

หากค่าซีเอพีอีอยู่ที่ 500-1,500 จูลต่อกิโลกรัม (Joules/kg) บรรยากาศจะมีความไม่เสถียรปานกลาง เกิดเมฆฝนและฝนฟ้าคะนองทั่วไป หากขยับขึ้นเป็น 1,500-3,000 จูลต่อกิโลกรัม จะมีความไม่เสถียรสูง ส่งผลให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง ฝนตกหนักมาก และลูกเห็บตก แต่ถ้าสูงเกิน 3,000 จูลต่อกิโลกรัม บรรยากาศจะมีความไม่เสถียรสูงมาก จนเอื้อให้เกิดพายุซูเปอร์เซลล์ โดยรายงานวิจัยจากซีโอทู นิวส์, คณะผู้วิจัยพรีพรินตส์ และดิฟเฟนบอห์ และคณะ ระบุตรงกันว่าภาวะโลกร้อนทำให้ค่าซีเอพีอีเพิ่มสูงขึ้น เมื่อรวมกับแรงลมเฉือน จึงเกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดพายุรุนแรงและเกิดลูกเห็บตกได้ง่าย แม้จะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำชายฝั่งอย่างกรุงเทพฯ

โดมความร้อนเมืองจุดชนวน

นอกจากสภาวะโลกร้อนแล้ว สภาพเมืองอย่างปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง หรือยูเอชไอ (UHI – Urban Heat Island) ในกรุงเทพฯ ก็ถือเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาได้เช่นกัน โดยผลศึกษาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือทีอีไอ (TEI) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าย่านธุรกิจใจกลางเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่รอบนอก เพราะตึกคอนกรีต ผนังกระจก และถนนลาดยางช่วยกันดูดซับความร้อนเอาไว้ อีกทั้งตึกสูงจำนวนมากยังบดบังทิศทางลม บวกกับความร้อนที่ปล่อยออกมาจากเครื่องปรับอากาศ โรงงาน และรถยนต์บนท้องถนน

เมื่ออากาศร้อนชื้นลอยตัวขึ้นจากเมืองไปปะทะความเย็นด้านบน ยูเอชไอจะทำหน้าที่เหมือนโดมความร้อนที่เข้าไปจุดชนวนให้พลังงานซีเอพีอีปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว กระบวนการดังกล่าวเร่งให้เกิดเมฆพายุฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ หรือคิวมูโลนิมบัสเหนือกรุงเทพฯ อย่างกะทันหัน จนกลายเป็นฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกลงมา

ทางออกเมืองรับวิกฤต

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอว่า การรับมือพายุสุดขั้วไม่สามารถพึ่งพาแค่ระบบท่อระบายน้ำ คลอง หรืออุโมงค์ยักษ์แบบเดิมได้อีกต่อไป เนื่องจากน้ำฝนที่ทะลักลงมาในเวลาอันสั้นนั้นเกินกว่าที่ระบบจะรับไหว กรุงเทพฯ ต้องปรับผังเมืองสู่สปอนจ์ ซิตี้ (Sponge City) เพิ่มพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ สวนสาธารณะซึมน้ำ และเลือกใช้วัสดุปูพื้นผิวที่เปิดให้น้ำซึมผ่านลงดินได้ เพื่อช่วยชะลอไม่ให้น้ำท่วมเมือง

ขณะเดียวกัน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ก็ได้เน้นย้ำเรื่องการออกข้อกำหนดการสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ (Building Codes) เพิ่มพื้นที่สีเขียวบนหลังคา (Green Roof) และเปิดแนวระบายลมธรรมชาติเพื่อช่วยลดความร้อนของเมือง

นอกจากนี้ ทีดีอาร์ไอและสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ยังเสนอให้พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำ โดยนำเทคโนโลยีเรดาร์ตรวจอากาศมาประเมินร่วมกับดัชนีซีเอพีอี เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงพายุ ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกแก่ประชาชนระดับเขตได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นกลไกสร้างความยืดหยุ่นให้เมืองหลวงเติบโตได้อย่างยั่งยืน