สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ว่า นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ กล่าวว่า กองทัพรัสเซียเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้สถานการณ์ในเมืองหลวง “อยู่ในภาวะวิกฤติอย่างมาก” เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ระบบโลจิสติกส์ ที่อยู่อาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ล้วนเป็นเป้าหมายของการโจมตี
ทั้งนี้ สภากลาโหมกรุงเคียฟต้องจัดการประชุมฉุกเฉิน ภายหลังสะพานปินเดนนี หรือสะพานใต้ ซึ่งทอดข้ามแม่น้ำดนีเปอร์ และเป็นหนึ่งในสะพานสายสำคัญของกรุงเคียฟ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางอากาศโดยรัสเซีย 4 ครั้ง ภายในเวลาเพียงสองวัน และครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
Russian drones are hitting Kyiv’s Southern Bridge again pic.twitter.com/gferrLF6vX
— Visegrád 24 (@visegrad24) October 2, 2026
การโจมตีที่เกิดขึ้นทำให้การเดินรถไฟใต้ดินและรถยนต์บนสะพานดังกล่าวถูกระงับ ส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดอย่างหนัก และต้องมีการจำกัดการใช้สะพานสำคัญอีก 2 แห่งของกรุงเคียฟด้วย
นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลของเมืองถูกโจมตีอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดปัญหาอินเทอร์เน็ตขัดข้องในหลายพื้นที่ของกรุงเคียฟ
ด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ตัดสินใจตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ว่า “ไม่มีข้อจำกัดใดอีกต่อไป” ในการโจมตียูเครน รัสเซียต้องการทำลายสะพาน ศูนย์ข้อมูล ระบบอินเทอร์เน็ต เครือข่ายโทรศัพท์ โรงพยาบาล โรงเรียน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อบีบให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่
ขณะที่ผู้นำรัสเซียยอมรับว่า ยูเครนประสบความสำเร็จจากการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ส่งผลให้รัสเซียสูญเสียผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประมาณ 1% แต่เน้นว่า การโจมตีของอีกฝ่ายสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้าง “เพียงส่วนน้อยเท่านั้น”.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



