กาฟื้นฟูรถยนต์หลังจากที่น้ำได้ลดระดับลงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดและถือเป็นกฎเหล็กข้อแรกเมื่อรถสัมผัสหรือจมน้ำขังสูงเกินระดับดุมล้อขึ้นไป คือ ห้าม..สตาร์ทรถเด็ดขาด เพราะหากมีน้ำเล็ดลอดเข้าไปค้างในห้องเผาไหม้ การสตาร์ทจะทำให้เกิดแรงดันมหาศาลจนก้านสูบงอและเครื่องยนต์พังเสียหายทันที ในเบื้องต้นเจ้าของรถควรตั้งสติและตัดระบบไฟฟ้าทั้งหมดของตัวรถโดยเร็วที่สุดด้วยการถอดขั้วแบตเตอรี่ โดยเริ่มจากขั้วลบก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้กล่องสมองกลหรือกล่องฟิวส์เกิดอาการลัดวงจร
จากนั้นให้เริ่มสำรวจของเหลวในห้องเครื่องโดยการดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ขึ้นมาสังเกต หากพบว่าเนื้อน้ำมันมีลักษณะสีขุ่นคล้ายกาแฟใส่นม แสดงว่ามีน้ำเล็ดลอดเข้าไปผสมเรียบร้อยแล้ว ห้ามนำรถไปใช้งานโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งตรวจสอบกรองอากาศว่าเปียกชื้นหรือมีคราบน้ำหรือไม่ หากกรองอากาศเปียกน้ำ แสดงว่าน้ำได้ไหลผ่านท่อไอดีเข้าไปเรียบร้อยแล้ว
สำหรับการซ่อมบำรุงในส่วนของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ช่างผู้เชี่ยวชาญจะต้องทำการไล่น้ำออกจากกระบอกสูบก่อน โดยถอดหัวเทียนสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน หรือถอดหัวฉีดสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลออก แล้วทดลองหมุนพูลลี่ข้อเหวี่ยงด้วยมือ หรือใช้ไดสตาร์ทหมุนเครื่องสั้นๆ เพื่อพ่นน้ำที่ค้างอยู่ออกมาทางช่องหัวเทียน หลังจากนั้นจึงทำการถอดท่อไอดี ลิ้นปีกผีเสื้อ และอินเตอร์คูลเลอร์ออกมาล้างทำความสะอาดให้แห้งสนิท ไส้กรองทุกจุดทั้งกรองอากาศ กรองน้ำมันเครื่อง และกรองน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องเปลี่ยนใหม่ทันที
รวมถึงการเปลี่ยนถ่ายและฟลัชชิ่งน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย และน้ำยาหม้อน้ำใหม่ยกชุด เพื่อไล่ความชื้นและล้างคราบน้ำนมหล่อลื่นเก่าออกให้หมด ในส่วนของระบบไฟฟ้าและกล่องควบคุม ซึ่งเป็นส่วนที่บอบบางและไวต่อความชื้นมากที่สุด จะต้องทำการถอดปลั๊กเชื่อมต่อสายไฟทุกจุดออกมาพ่นด้วยสเปรย์ทำความสะอาดหน้าสัมผัสไฟฟ้าเพื่อล้างคราบขี้เกลือ
ถอดกล่องควบคุมและกล่องฟิวส์มาทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์บริสุทธิ์แล้วเป่าลมให้แห้ง พร้อมกับถอดไดชาร์จและไดสตาร์ทออกมาอัดจารบีลูกปืนใหม่ ขณะที่ระบบช่วงล่างและเบรก ต้องทำการถอดจานเบรกและผ้าเบรกออกมาขัดคราบสนิม ถ่ายไล่น้ำมันเบรกใหม่ทั้งระบบเพราะน้ำมันเบรกมีคุณสมบัติดูดซับความชื้นได้ง่าย และตรวจสอบลูกปืนล้อทั้งสี่ล้อว่ามีเสียงหอนหรือไม่
นอกจากระบบกลไกแล้ว ห้องโดยสารเป็นอีกส่วนที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างพิถีพิถันเพื่อป้องกันเชื้อราและกลิ่นอับเรื้อรัง โดยจะต้องถอดรื้อเบาะนั่ง พรมปูพื้น แผงนวมประตู และฉนวนกันเสียงใต้พื้นรถออกทั้งหมด ถอดจุกยางระบายน้ำใต้ท้องรถเพื่อไล่น้ำค้างขัง นำพรมและเบาะไปซักด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียแล้วนำไปตากแดดจัดให้แห้งสนิท พร้อมทั้งทำการล้างตู้แอร์ เปลี่ยนไส้กรองแอร์ห้องโดยสาร และปิดท้ายด้วยการอบโอโซนเพื่อฆ่าเชื้อโรค
ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถไฮบริด แม้ชุดแบตเตอรี่แรงดันสูงจะมีมาตรฐานกันน้ำแต่จุดที่ต้องระวังคือแบตเตอรี่สิบสองโวลต์และสายไฟเชื่อมต่อต่างๆ หากพบว่าน้ำท่วมสูงเกินระดับแบตเตอรี่ ห้ามสัมผัสสายไฟสีส้มโดยเด็ดขาดและควรรอให้ช่างผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์บริการเคลื่อนย้ายรถเท่านั้น
งบประมาณและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูรถยนต์จะแปรผันตามระดับความสูงของน้ำและประเภทของตัวรถ หากน้ำท่วมเพียงแค่ระดับพื้นรถหรือพรม ค่าใช้จ่ายในการถอดซักพรม ทำความสะอาด และตรวจเช็คทั่วไปสำหรับรถญี่ปุ่นจะอยู่ที่ประมาณ8,000-10,000บาท หากน้ำท่วมสูงขึ้นมาถึงระดับเบาะนั่ง ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนถ่ายของเหลวและไส้กรองทั้งหมด ค่าใช้จ่ายจะขยับขึ้นเป็น15,000-20,000 บาท ส่วนรถยุโรปจะอยู่ที่ประมาณ15,000-25,000 บาท หากน้ำท่วมสูงขึ้นมาถึงระดับเบาะนั่ง ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนถ่ายของเหลวและไส้กรองทั้งหมด 30,000-50,000 บาท
สำหรับรถญี่ปุ่น หากน้ำท่วมสูงถึงระดับคอนโซลหน้าจนกระทบกล่องควบคุมและระบบไฟฟ้าหลัก ค่าซ่อมแซมอาจสูงถึง25,000-80,000 บาทขึ้นไป และอาจสูงถึง 60,000-300,000 บาทสำหรับรถยุโรปหรือรถยนต์ไฟฟ้า
ทั้งนี้ หากน้ำท่วมมิดคันจนเกิดความเสียหายหนักเกินคุ้มซ่อม ประกันภัยมักจะพิจารณาคืนทุนประกันอยู่ที่ประมาณ70-80% ของราคาตลาด อย่างไรก็ดี เจ้าของรถสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้ด้วยการตรวจสอบความคุ้มครองจากประกันภัยชั้นหนึ่งหรือประกันภัยที่ครอบคลุมภัยน้ำท่วม รวมถึงการติดตามโปรโมชั่นส่วนลดค่าแรงและค่าอะไหล่จากศูนย์บริการรถยนต์ซึ่งมักจะมีการจัดแคมเปญช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่เสมอ



