จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด หลังส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ โดยผู้ประกอบการหลายแห่งได้รับความเสียหายต่อสถานประกอบการ เครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และสินค้า ขณะที่บางพื้นที่ต้องหยุดการผลิตและการขนส่ง ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานและการส่งมอบสินค้าไม่ได้กระทบเฉพาะสถานประกอบการที่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ยังส่งผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการขนส่ง รวมถึงแรงงานที่ไม่สามารถเดินทางเข้าปฏิบัติงานได้ ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องชะลอหรือหยุดการผลิต และอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อ การส่งออก และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับภาระในการฟื้นฟูหลังน้ำลด ทั้งการทำความสะอาดและกำจัดสิ่งปนเปื้อน การตรวจสอบระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม อาคาร เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดจนการจัดการวัตถุดิบและสินค้าที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งล้วนต้องใช้ทั้งเวลา บุคลากร และเงินทุนจำนวนมากก่อนจะสามารถกลับมาเดินเครื่องได้ตามปกติ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยและผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุดของศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม  พบสถานประกอบการได้รับผลกระทบในพื้นที่ 55 จังหวัด รวม 4,216 ราย ประกอบด้วย โรงงานอุตสาหกรรม 126 ราย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  4,006 ราย วิสาหกิจชุมชน 82 ราย และเหมืองแร่ 2 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นรวม 147.84 ล้านบาท จังหวัดที่มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 1,114 ราย สมุทรปราการ 499 ราย ปราจีนบุรี 405 ราย ระยอง 272 ราย และปทุมธานี 232 ราย ขณะที่จังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุด ได้แก่ สระแก้ว 58.17 ล้านบาท นครปฐม 16.65 ล้านบาท สมุทรปราการ 14.34 ล้านบาท ปทุมธานี 14.15 ล้านบาท และจันทบุรี 9.58 ล้านบาท

จากการสำรวจส่วนใหญ่ 95% ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน ประมาณ 5% ต้องการความช่วยเหลือที่มิใช่การเงิน เช่น ต้องการระบายน้ำออกจากพื้นที่รอบโรงงาน ขอกระสอบทราย ถุงบิ๊กแบ็ค เครื่องสูบน้ำ ขอถุงยังชีพน้ำดื่มของจำเป็น และการฟื้นฟูซ่อมแซมอาคาร ทำความสะอาด ซ่อมเครื่องจักร อุปกรณ์ระบบไฟฟ้า และการขอยกเว้นค่าธรรมเนียม ด้านการช่วยเหลือที่ไม่ใช่การเงิน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังได้ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์และวิดีโอคอล ส่วนพื้นที่ที่น้ำลดแล้วจะจัดทีมลงพื้นที่ตามลำดับความเร่งด่วน โดยมีแผนเริ่มดำเนินการทันทีในสัปดาห์หน้า ขณะนี้มีผู้ประกอบการแจ้งขอความช่วยเหลือแล้วกว่า 200 ราย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า  สถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้จำเป็นต้องรับมือทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะฟื้นฟู โดย ส.อ.ท. จะทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม และเครือข่ายในแต่ละภูมิภาค  โดยส.อ.ท. ได้จัดตั้งวอร์ รูม เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดตามสถานการณ์และประสานความช่วยเหลือ ให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประกอบการได้ตรงจุด และสามารถเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบทำให้โรงงานหลายแหล่งเริ่มหยุดผลิตแล้ว เนื่องจากเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบได้รับความเสียหาย 

เดินหน้า 3 แนวทาง “Respond – Rescue – Recover”

จากการติดตามสถานการณ์และรับฟังข้อมูลจากพื้นที่ ส.อ.ท. กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับผู้ประกอบการออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ Respond – Rescue – Recover ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ การช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัย ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังสถานการณ์คลี่คลาย

1. RESPOND : เตรียมพร้อมก่อนน้ำถึง

สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส.อ.ท. จะมอบหมายให้สภาอุตสาหกรรมจังหวัดและเครือข่ายในแต่ละภูมิภาคเร่งเตรียมความพร้อม โดย

  • สำรวจและรวบรวมรายชื่อ Supplier และแหล่งจัดหาอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วม
  • สำรวจความพร้อมและแหล่งจัดหา เครื่องสูบน้ำ เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็น
  • รวบรวมข้อมูลแหล่งซื้อหรือผู้ให้บริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็ว
  • ประสานเครือข่ายในพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันสถานประกอบการและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม

แนวทางดังกล่าวมุ่งให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสามารถ เตรียมอุปกรณ์และวางแผนรับมือได้ล่วงหน้า ก่อนสถานการณ์จะรุนแรงขึ้น

2. RESCUE : เร่งช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับผู้ประกอบการที่ ถูกน้ำท่วมแล้วหรือกำลังได้รับผลกระทบ ส.อ.ท. จะเร่งประสานการช่วยเหลือในพื้นที่ โดย

  • สำรวจสมาชิกและสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบขอบเขตความเสียหายที่แท้จริง
  • จัดหาและประสาน เครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์ที่จำเป็น สำหรับการระบายน้ำและช่วยเหลือสถานประกอบการ
  • ระดมเครือข่ายในพื้นที่เพื่อจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ทันต่อสถานการณ์
  • รวบรวมปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน

โดย ส.อ.ท. จะให้ความสำคัญกับการเข้าถึงผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว และจัดลำดับความต้องการตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่

3. RECOVER : เร่งฟื้นฟูให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้า

หลังสถานการณ์น้ำลด ส.อ.ท. จะมุ่งสนับสนุนการฟื้นฟูสถานประกอบการ โดยเฉพาะความพร้อมในการกลับมาเปิดดำเนินการ ทั้งด้าน อาคาร ระบบไฟฟ้า เครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต วัตถุดิบ และระบบขนส่ง พร้อมเตรียม ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมแซมและบำรุงรักษา เพื่อให้คำแนะนำในการตรวจสอบความเสียหายและการเตรียมเครื่องจักรและระบบต่าง ๆ ก่อนกลับมาใช้งาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. จะติดตามผลกระทบต่อ Supply Chain เพื่อประเมินจุดที่ยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ และประสานข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการ เพื่อช่วยให้การผลิต การขนส่ง และการส่งมอบสินค้ากลับมาเชื่อมต่อกันได้โดยเร็ว

เร่งประสานแนวทางช่วยเหลือด้านการเงิน–ภาษี–โลจิสติกส์

ในด้านการฟื้นฟู ส.อ.ท. จะรวบรวมปัญหาและข้อจำกัดจากผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นที่มีผลต่อสภาพคล่องและต้นทุนการฟื้นฟู อาทิ

  • ด้านการเงิน เสนอแนวทางสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงมาตรการพักชำระหนี้ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบและมีภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู
  • ด้านภาษีและค่าธรรมเนียม ประสานแนวทางผ่อนปรนภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการซ่อมแซมและฟื้นฟูสถานประกอบการ
  • ด้านโลจิสติกส์ ประสานแนวทางผ่อนปรนสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่สามารถขนส่งหรือส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนดจากผลกระทบของอุทกภัย รวมถึงการพิจารณายกเว้นหรือลดค่าปรับกรณีการขนส่งล่าช้าจากเหตุสุดวิสัย

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวจะถูกนำมาประกอบการจัดทำข้อสรุปจากแต่ละจังหวัดและภูมิภาค เพื่อให้ข้อเสนอและแนวทางช่วยเหลือสะท้อน ปัญหาและความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่