ในยุคโลกาภิวัตน์ รัฐบาลหลายประเทศหันมาใช้ “อาหาร” เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากขึ้น กลยุทธ์ดังกล่าวเรียกว่า “การทูตผ่านอาหาร” หรือ Gastrodiplomacy ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ ดึงดูดนักท่องเที่ยว และสร้างความสัมพันธ์กับนานาชาติ โดยใช้งบประมาณไม่สูงนัก โดยเฉพาะประเทศขนาดกลางที่มีทรัพยากรจำกัด
กิมจิ ผัดไทย ซูชิ และข้าวมันไก่ ล้วนเป็นตัวอย่างของอาหารที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของประเทศต้นกำเนิด ขณะที่ไทยมักได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการทูตผ่านอาหาร จากโครงการ “Global Thai” ซึ่งสนับสนุนการขยายตัวของร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จนเกิดการเติบโตอย่างรวดเร็วของร้านอาหารไทยทั่วโลก และช่วยส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวของไทยตามมา
หลายประเทศเดินตามแนวทางดังกล่าว มาเลเซียเปิดตัวโครงการ Malaysia Kitchen for the World เพื่อส่งเสริมอาหารมาเลเซียและอาหารฮาลาล ผ่านความร่วมมือกับโรงแรมและกิจกรรมด้านอาหารในต่างประเทศ ขณะที่เกาหลีใต้ผลักดันกิมจิและอาหารเกาหลีควบคู่ไปกับกระแส Korean Wave ส่วนไต้หวันใช้ “การทูตผ่านติ่มซำ” เพื่อเพิ่มการรับรู้และยกระดับภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติ

นอกจากช่วยส่งเสริมอาหารแล้ว การทูตผ่านอาหารยังมีบทบาทต่อ “แบรนด์ประเทศ” ด้วย เพราะภาพลักษณ์ของประเทศมีอิทธิพลต่อการรับรู้คุณค่าของสินค้า วัฒนธรรม ประชาชน และนโยบายของประเทศนั้น ๆ ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และการดึงดูดบุคลากรจากต่างประเทศ อาหารประจำชาติหนึ่งจานจึงสามารถทำหน้าที่ได้ทั้งในฐานะสินค้าทางวัฒนธรรมและทรัพยากรทางการทูต
สิงคโปร์เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเลือกใช้ “ความหลากหลายทางวัฒนธรรม” เป็นหัวใจของการทูตผ่านอาหาร แทนที่จะพยายามสร้างอาหารประจำชาติชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ อาหารสิงคโปร์ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน มาเลย์ และอินเดีย รวมถึงอิทธิพลจากยุโรป ทำให้ไม่มีอัตลักษณ์ด้านอาหารที่เป็นเนื้อเดียวกันอย่างชัดเจน
รัฐบาลสิงคโปร์จึงเปลี่ยนความหลากหลายดังกล่าวให้เป็นจุดแข็ง ด้วยการผลักดัน “วัฒนธรรมฮอว์เกอร์” หรือแผงอาหารริมทางให้ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโก เมื่อปี 2563
ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เป็นเพียงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์สร้างแบรนด์ประเทศ ตามมาด้วยแผนสนับสนุนระบบนิเวศของธุรกิจฮอว์เกอร์มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ( ราว 28,740.82 ล้านบาท )
การผลักดันฮอว์เกอร์ หรืออาหารริมทาง ทำให้อาหารสิงคโปร์เป็นที่รู้จักในต่างประเทศผ่านบรรยากาศของศูนย์อาหารและความหลากหลายทางวัฒนธรรม มากกว่าการยึดโยงกับอาหารจานใดจานหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ก็นำมาซึ่งความท้าทาย เพราะเส้นแบ่งของอาหารไม่ชัดเจนเหมือนพรมแดนประเทศ การย้ำความเป็น “อาหารสิงคโปร์” อาจนำไปสู่การลดทอนความซับซ้อนของประวัติศาสตร์อาหารที่เกิดจากการอพยพและการแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดน
นอกจากรัฐบาลแล้ว ผู้ประกอบการและบุคคลในแวดวงอาหารยังมีบทบาทสำคัญ นักข่าวอาหาร เคเอฟ ซีโตห์ เปิด Urban Hawker ในนครนิวยอร์กเมื่อปี 2565 โดยรวบรวมผู้ประกอบการอาหารสิงคโปร์หลากหลายรูปแบบมาไว้ใจกลางแมนฮัตตัน แม้ได้รับเสียงชื่นชม แต่โครงการดังกล่าวปิดตัวลงในเดือนก.ค. 2569 หลังดำเนินกิจการประมาณ 4 ปี ขณะเดียวกัน แบรนด์สิงคโปร์อย่าง TWG Tea, Irvins Salted Egg และ Prima Taste ก็สามารถสร้างฐานตลาดในต่างประเทศได้

ความสำเร็จและความล้มเหลวเหล่านี้สะท้อนข้อจำกัดสำคัญของการทูตผ่านอาหาร นั่นคือ รัฐสามารถสร้างภาพลักษณ์และอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภายในประเทศได้ แต่ความสำเร็จในต่างประเทศยังขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการ ความอยู่รอดทางธุรกิจ และการปรับตัวให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยที่รัฐบาลควบคุมได้ไม่ทั้งหมด
ขณะเดียวกัน การอ้างความเป็นเจ้าของอาหารก็อาจกลายเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างประเทศ ยิ่งอาหารจานใดถูกนำเสนอว่าเป็นของชาติใดชาติหนึ่งอย่างชัดเจน ก็ยิ่งเสี่ยงบดบังประวัติศาสตร์ร่วมที่หล่อหลอมอาหารนั้นขึ้นมา เช่น ข้อพิพาทเรื่องฮัมมุสระหว่างเลบานอนกับอิสราเอล หรือการถกเถียงเรื่องบอร์ชต์ระหว่างยูเครนกับรัสเซีย
ถึงกระนั้น อิทธิพลของอาหารในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังเพิ่มขึ้นผ่านเชฟชื่อดัง สื่อสังคมออนไลน์ และภาพยนตร์ ซึ่งช่วยให้อาหารเดินทางข้ามพรมแดนในรูปแบบที่เป็นกันเองและเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าการทูตแบบเป็นทางการ ภาพยนตร์เรื่อง “Crazy Rich Asians” เป็นตัวอย่างที่ทำให้อาหารฮอว์เกอร์ของสิงคโปร์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกผ่านภาพลักษณ์ที่หรูหราและน่าดึงดูด ซึ่งอาจทำได้ยากด้วยแคมเปญของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุด การทูตผ่านอาหารจึงเป็นพลังละมุนที่ทรงอิทธิพล แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่แก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ทุกเรื่อง อาหารอาจเปิดประตูให้ผู้คนทำความรู้จักวัฒนธรรมของกันและกัน และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงยังต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ธุรกิจ และพลังของสื่อ เพื่อให้ “รสชาติของชาติ” เดินทางไปได้ไกลกว่าจานอาหารบนโต๊ะ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



