เมื่อวันที่ 31 ต.ค. นายทีปกร โกมลพันธ์พร รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แนะนำว่า การเปิดบัญชีของมูลนิธิ ให้ถูกต้อง ให้ไปจดที่หน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทย โดยต้องเตรียมเอกสารและผู้ก่อตั้งมูลนิธิประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดข้อบังคับ รายชื่อกรรมการ (ไม่น้อยกว่า 3 คน) และรวบรวมทุนประเดิมยื่นคำขอ (ม.น.1) นำเอกสารทั้งหมดไปยื่น ณ สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบคุณสมบัติ ประวัติอาชญากรรมของกรรมการ และส่งเรื่องตามลำดับขั้นไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด (หรือนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร) เพื่อพิจารณาอนุมัติรับใบสำคัญ (ม.น.3) เมื่อนายทะเบียนอนุมัติและจดทะเบียนแล้ว จะออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนมูลนิธิ (ม.น.3) ให้ พร้อมนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาโอนทรัพย์สิน ผู้ให้คำมั่นว่าจะให้ทรัพย์สิน ต้องโอนเงินหรือทรัพย์สินเข้าบัญชีมูลนิธิภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับจดทะเบียน
จากนั้นนำใบจดทะเบียน (ม.น.3)ไปเปิดบัญชีที่ธนาคารที่สามารถใช้ชื่อมูลนิธิในการเปิดบัญชีธนาคารได้เลย โดยไม่ต้องมีชื่อบุคคลต่อท้าย ถือว่าเป็นการเปิดบัญชีมูลนิธิที่ถูกต้องที่สุด
สำหรับกรณีเมื่อมูลนิธิหรือองค์กรใดได้ประกาศหยุดรับเงินบริจาคทุกช่องทางชั่วคราว แต่หากยังมีเงินโอนเข้ามาต่อเนื่อง ทางออกที่ดีทึ่สุดคือ ในวันที่ประกาศปิดรับบริจาค ทางเจ้าหน้าที่ผู้ปิดรับควรจะไปปรับสมุดบัญชีพร้อมขีดเส้นใต้ในเวลาและวันที่ประกาศว่ามียอดเท่าใด เช่น วันที่ 30 ต.ค. 69 เวลา 17.00 น. อัพรูปสมุดบัญชีของมูลนิธิ ให้เห็นยอดเงินคงเหลือในบัญชี 100,000 บาท แล้วขีดเส้นใต้ให้ชัดเจน
นายทีปกร กล่าวต่อว่า ถ้าต่อมาไปปรับสมุดพบยังมีเงินบริจาคเข้ามาเพิ่ม ก็ต้องแจ้งยอดเพิ่มทุกวันในสื่อของมูลนิธิ ว่า ต่อมาวันที่ 31 ต.ค. 69 เวลา 17.00 น. มีเงินเข้ามาหลังประกาศหยุดรับบริจาค จำนวน 589 บาท ยอดปัจจุบัน 100,589 บาท ทางมูลนิธิจะนำเงินในส่วนที่เกินมา 589 บาทนี้ ไปบริจาคให้สภากาชาดไทยต่อไป เป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม มูลนิธิควรตรวจสอบทุกวันและลงแจ้งในสื่อของมูลนิธิให้โปร่งใสชัดเจนทุกครั้ง ในส่วนตัวตนเองมองว่าถ้าต้องหยุดรับบริจาคจริงๆ ก็ควรปิดบัญชีไปเลย คาดว่าในยุคดิจิทัลนี้การปิดบัญชีไปก็คงไม่กระทบกับการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้.



