คงจะมีใครอยากถามความรู้สึก “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จะรู้สึกอย่างไร หลังจากมอบอำนาจให้ “นายวิญญัติ ชาติมนตรี” ทนายความ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อส่งต่อไปยัง “นายปกรณ์ นิลประพันธ์” ประธานคณะกรรมการฯ ขอให้พิจารณาวินิจฉัยสิทธิได้รับการนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เพื่อล้างมลทินในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างขั้นตอนของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ซึ่งมี “นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน โดยจะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณากลั่นกรอง ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขชุดใหญ่ตามลำดับ


แต่กลับมีรายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการท่านหนึ่ง ได้แจ้งความเห็นอย่างไม่เป็นทางการต่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า นายทักษิณไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับนิรโทษกรรม เนื่องจากคดีของนายทักษิณทั้ง 4 คดี ได้แก่ 1. คดีปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) จำนวน 4,000 ล้านบาท 2. คดีโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว (หวยบนดิน)

3. คดีแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมและดาวเทียม (ไทยคม) 4. คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ทั้งหมดเป็นคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่ามีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยเป็นการใช้อำนาจเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเข้าลักษณะการทุจริตตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
นอกจากนี้ คดีของนายทักษิณยังไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งเน้นการนิรโทษกรรมแก่การกระทำของ “ผู้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง” อีกทั้งตัวกฎหมายยังไม่ครอบคลุมถึงคดีที่มีการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินอีกด้วย
น่าสังเกตว่า ข่าวที่เกิดขึ้นปรากฏหลัง “นายทักษิณ” พยายามกดดันบุคคลในรัฐบาล และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้รับคำร้องดังกล่าว โดยใช้เสียงของ สส. พรรค พท. จำนวน 74 เสียงในการลงมติไว้วางใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ รวมถึงรัฐมนตรีจากพรรค ภท. รวม 18 คนที่จะมีขึ้นในวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ เป็นข้อแลกเปลี่ยน มีรายงานด้วยว่า มีความพยายามกดดันไปทาง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งมี เสียง สส. อยู่ 58 เสียง เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล แต่ในเบื้องต้น ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ได้ให้ความสนใจข้อเสนอ
ถ้าย้อนไปวันที่ศาลภาษีอากรกลาง นัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในคดีที่นายทักษิณ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกรมสรรพากร กรณีการเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในปี 2549 กว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และมีการยึดอายัดทรัพย์สินเพื่อนำไปชำระหนี้ภาษี
โดยนายทักษิณยังเบิกความว่า ที่ตนต้องมานั่งในศาลขณะนี้ เพราะ ตนคือผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ จากการปฏิวัติรัฐประหารทางการเมือง การซื้อขายหุ้นไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย แต่ขณะนั้นอยู่ต่างประเทศ เมื่อมีคำพิพากษาก็เคารพคำพิพากษา โดยการได้มาซึ่งคำพิพากษา เกิดจากผลไม้เต็มถาดยื่นไปให้ศาล การดำเนินการของกรมสรรพากรไม่ชอบ โดยยกตัวอย่างให้กระทรวงการคลังเป็นพ่อ และกรมสรรพากรเป็นลูก ส่วนตนมีหนี้และได้ให้เงินทั้งหมดกับคนเป็นพ่อไปแล้ว แต่พ่อไม่คุยกับลูก ทำให้ลูกมาทวงกับตนอีก
คำถามคือ ในเมื่อ นายทักษิณคิดว่า ตนเองเป็นเหยื่อ เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ จากการปฏิวัติรัฐประหารทางการเมือง และ การพยายามยื่นขอความเป็นธรรม ผ่านทางคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่กลับ ไม่ได้การตอบรับ อดีตนายกฯ จะมีความรู้สึกอย่างไร จะยอมอยู่เฉยจริงๆ หรือ
ด้าน “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” อดีตแกนนำ นปช. โพสต์ภาพถ่ายคู่กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังมีกระแสข่าวนายทักษิณ กดดันคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้รับคำร้องนิรโทษกรรมแลกเสียงโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยระบุว่า เรื่องคดีของนายทักษิณ คือ ไม่มีโทษจำคุกจากคำพิพากษาคดีใดๆ อีกแล้ว ทุกเรื่องเป็นที่ยุติ หลังได้รับการปล่อยตัว การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อให้พิจารณา ลบประวัติอาชญากรรม เพราะทุกคดีตั้งต้นโดยอำนาจคณะรัฐประหาร เป็นการดำเนินการตามสิทธิ ที่มีเท่าเทียมกับคนไทยทุกคน ผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไร เป็นอำนาจชี้ขาดของกรรมการ ให้คณะกรรมการทำหน้าที่ตามกฎหมาย กรอบเวลา เสร็จทุกขั้นตอนภายใน 6 เดือน สิทธิเป็นของผู้ยื่น อำนาจเป็นของกรรมการ อีกไม่นานก็จะมีข้อสรุป สำหรับกรณีนายทักษิณ ใครไม่เจอกับตัวคงไม่เข้าใจ เมื่อคณะรัฐประหารนิรโทษกรรมตัวเองได้ตั้งแต่นาทีแรก นายกฯ มาจากการเลือกตั้ง ที่ถูกยึดอำนาจ ย่อมมีสิทธิต่อสู้ทุกช่องทาง จนถึงนาทีสุดท้าย
ส่วน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กระแสข่าว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ใช้การโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อรองการพิจารณาวินิจฉัยสิทธิได้รับการนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ว่า ข่าวนี้ไม่มีมาถึงตน ทุกอย่างต้องเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ (รธน.) เราไม่ได้ดูว่าเป็นใครคนใดคนหนึ่ง เราต้องดูเรื่องความเท่าเทียมของทุกคน เมื่อถามว่าการที่นายทักษิณ ยื่นขอนิรโทษกรรม ก็เป็นสิทธิของนายทักษิณ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิ ถึงบอกว่า จะไปดูชื่อคนแต่ละคนไม่ได้ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ เมื่อถามต่อว่าแสดงว่า ไม่มีการใช้เสียงในสภามาต่อรองเรื่องนิรโทษใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ผมบอกว่าไม่คิดว่ามีใครจะกล้ามาพูดกับผมในเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่สิ่งที่เอามาผูกกับเรื่องการเมืองได้”
เมื่อถามอีกว่ามองคนที่ปล่อยข่าวนี้ออกมาต้องการอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็นั่นนะสิ ฉะนั้นผู้สื่อข่าวต้องกรอง ใครปล่อยข่าวแบบที่ดูแล้วยากต่อความเป็นจริง เราก็ไม่ต้องไปขยายความต่อ หรือนำมาสอบถามต่อ เพราะอย่างเรื่องนี้ถ้าถามผม ศูนย์เลยนะเพราะไม่ได้ให้เวลาแม้แต่วินาทีเดียว” ถ้าทุกอย่างเข้าเกณฑ์ก็ดำเนินการ ถ้าเข้าเกณฑ์ไม่ได้ก็ดำเนินการไม่ได้ ในยุคที่ตนเป็นรัฐบาล ต้องไม่มีคำว่าออกซ้ายก็ได้ ออกขวาก็ได้ ไม่มีการยัดข้อหา ไม่มีการสร้างข้อมูลเป็นเท็จไปกล่าวหาบุคคลที่บริสุทธิ์ และไปทำให้เขามีเรื่องมีคดี เพื่อไปต่อรอง ของตนไม่มี ผู้ชาย 100% ซึ่งนายทักษิณไม่ได้มาคุย และ ไม่เคยเจอเป็นการส่วนตัว ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) หัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจกัน ไม่มีพูดถึงเรื่องขอฟังก่อนแล้วไปพิจารณา
ด้าน “รศ.ยุทธพร อิสรชัย” อนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองฯ โดยยืนยันไม่มีคำร้องขอนิรโทษกรรม ในส่วนของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ามาหารือที่ประชุม ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า มีหนึ่งในคณะกรรมการฯ ไปรายงานต่อนายกฯ กรณีคำร้องของนายทักษิณ ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ทุกอย่างเดินตามหลักกฎหมาย ไม่มีการล็อบบี้กัน กดดันกัน หรือทำความเห็นล่วงหน้า ส่วนคำร้องขอนิรโทษกรรมล้างมลทินของนายทักษิณ เพื่อเป็นการขอลบประวัติทะเบียนอาชญากรรม ปกติการลบทะเบียนประวัติอาชญากร จะปรากฏอยู่ในมาตรา 8 วรรคท้าย ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ และเป็นหน้าที่ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีคำวินิจฉัยใดจากทางกรรมการ
คณะอนุกรรมการฯ กล่าวอีกว่า มาตรา 8 ของกฎหมายนี้ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า “บุคคลที่เคยถูกบันทึกประวัติ ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นสุดทันที และไม่สามารถจะไปใช้ยันในทางที่เป็นโทษได้ด้วย” ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 69 จึงหมายความว่านับแต่วันนั้น ประวัติของบุคคลต่างๆ ถือเป็นอันสิ้นผลทันที หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กองทะเบียนประวัติอาชญากร ตร. ก็ต้องทำตามกฎหมาย โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีการวินิจฉัย หรือบุคคลต้องมาร้องต่อคณะกรรมการฯ ซึ่งในกฎหมายนิรโทษกรรม มาตรา 6 ได้มีการกล่าวถึงหน้าที่และ อำนาจของคณะกรรมการต่าง ๆ มันก็ชัดเจนแล้วว่าหากคณะกรรมการดำเนินการโดยสุจริตย่อมได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมาย จึงไม่มีความกังวล เพราะเราทำตามกฎหมายอยู่แล้ว
สมเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพ หลัง “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า มีผู้ที่ต้องการอภิปราย 7-8 คน และอภิปรายรัฐมนตรีอย่างน้อย 3-4 คน ทั้งนี้จะมีการคุยเบื้องต้น ซักซ้อม เพื่อให้ร้อยเรียงกัน เห็นภาพได้สมบูรณ์ ส่วนเรื่องที่จะอภิปรายนั้นเยอะ เรื่องที่ตรวจสอบกัน มีตั้งแต่เรื่องฮั้ว สว. สอบท้องถิ่น โดยตอนที่เราเข้ามาใหม่ๆ ก็ตรวจสอบเรื่องทุนเทา เมื่อถามว่าประชาชนบ่นเรื่องปากท้องไม่ไหวแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเด็นนโยบายเราพูดได้อยู่แล้ว ยังยืนยันว่า แนวทางการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน ที่พรรคเสนอมาตั้งแต่ต้น นับวันจะถูกพิสูจน์ว่า น่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า

ไม่ต้องทำให้ภาครัฐกู้เงินมามากมาย ขณะนี้เท่ากับว่าเงินกู้ 2 แสนล้านเหมือนจะหมดไปแล้ว โดยไม่สามารถแก้ไขอะไรที่ยั่งยืนได้ เพราะค่าครองชีพสูงไปแล้ว และอาจจะสูงขึ้นอีกส่วนอีก 2 แสนล้านบาทหลัง ยิ่งจะหนักเข้าไปใหญ่ เพราะจากเดิมที่มองว่าไม่พร้อม ตอนนี้มีปัญหา เรื่องความไม่โปร่งใส เมื่อถามถึงกรณีโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ที่มีเสียงวิจารณ์ว่าประชาชนรากหญ้าไม่ได้ใช้จริง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้มีหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไข เพราะมีการทักท้วงมาจากหลายฝ่าย

ดูจำนวนรัฐมนตรีที่พรรค ปชป. ตั้งเป้าอภิปรายในญัตติอภิปราย น่าจะทำให้ประชาชนมีความเข้าใจไม่มากจนเกินไป จนทำให้ จับประเด็นไม่ถูก ไม่รู้เป้าหมายคืออะไร
ทีมข่าวการเมือง



