สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ว่าแม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวเป็นนัยหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าอาจสั่งให้กองทัพสหรัฐกลับมาปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย.
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามทรัมป์ถึงเรื่องนี้อีกครั้ง หลังเสร็จสิ้นการกล่าวสุนทรพจน์ที่บริเวณสระสะท้อนน้ำในกรุงวอชิงตันว่า กำลังพิจารณาโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่” และย้ำว่า “อิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลง ซึ่งสิ่งนั้นสามารถเกิดขึ้นได้”
Trump on Iran:
— Clash Report (@clashreport) November 2, 2026
They want to make a deal, and that could happen. pic.twitter.com/UJBfIiwrwZ
ทั้งนี้ สงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ปีนี้ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาเชื้อเพลิงในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกันในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ท่ามกลางแรงกดดันต่อทรัมป์ที่มากขึ้นทุกขณะ โดยหลายฝ่ายทั้งในและต่างประเทศต้องการให้สหรัฐยุติความขัดแย้งครั้งนี้โดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงย้ำเงื่อนไขสำคัญของสหรัฐว่า อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และรัฐบาลวอชิงตันจะไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธดังกล่าวอย่างเด็ดขาด โดยอ้างว่าอิหร่านรับทราบจุดยืนนี้เป็นอย่างดีแล้ว
.@VP on Iran: "The President and I both feel pretty good about the prospects for potentially coming to a negotiated settlement. We're going to keep on working at it… We've certainly made some progress. We'll see if we can make some more." pic.twitter.com/i2OSmoBfyt
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) November 2, 2026
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นสงคราม เนื่องจากสหรัฐแทบไม่ได้สู้รบในช่วงที่ผ่านมา หลังจากเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่เมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งส่งผลให้ผู้นำระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิตหลายคน และอ้างว่ารัฐบาลเตหะรานร้องขอให้สหรัฐยุติการปฏิบัติการดังกล่าว
ด้านนายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่า การหารือกับฝ่ายอิหร่านที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดีหลายครั้ง พร้อมกล่าวว่า ทั้งตนและทรัมป์มีความหวังต่อความเป็นไปได้ที่จะบรรลุข้อตกลงผ่านการเจรจา และจะเดินหน้าทำงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จต่อไป.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



