วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับรายงานจาก นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และนายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ตรวจสอบ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ระบุว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดปฏิบัติการ ตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 เพื่อให้การดำเนินกิจการดังกล่าว อยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานที่กำหนด โดยเร่งตรวจสอบโรงงานเป้าหมาย 3,049 แห่ง

ทั้งนี้ในวันแรกของปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่ในพื้นที่กลุ่ม A ใน 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ แบ่งทีมเป็นจังหวัดละ 10 ทีม รวมทั้งหมด 50 ทีม

โดยมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้นำคณะแต่ละชุด พร้อมได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น

ผลการลงตรวจพบว่า มีการลงตรวจสอบทั้งหมด จำนวน 80 โรงงาน แบ่งเป็น โรงงานลำดับที่ 105 จำนวน 26 โรงงาน โรงงานลำดับที่ 106 จำนวน 52 โรงงาน และโรงงานลำดับอื่นๆ อีกจำนวน 2 โรงงาน ได้แก่ โรงงาน อัดเศษโลหะ โรงงานหลอมผลิตภัณฑ์จากพลาสติก และมีเหตุให้เข้าข่ายออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวและปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง จำนวน 1 โรงงาน  และ ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง จำนวน 63 โรงงาน

นอกจากนี้ทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจจากส่วนกลาง ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูล โรงงานที่อยู่ระหว่าง เสนอคำสั่งให้ปิดโรงงานซึ่งจะมีผลเป็นการเพิกถอนใบอนุญาต จำนวน 3 โรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเร็วๆนี้

นายวราวุธ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการระดมพลตรวจครั้งแรกของชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ส่งผลให้ตรวจสอบโรงงานได้อย่างเข้มข้น โดยได้กำชับให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจทุกคนทำงานด้วยความมุ่งมั่น  กล้าตัดสินใจภายใต้กรอบกฎหมาย ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจจะลงพื้นที่ต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาที่กำหนด จนกว่าจะครบเป้าหมาย พร้อมย้ำให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

นายวราวุธ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการระดมพลตรวจครั้งแรกของชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ส่งผลให้ตรวจสอบโรงงานได้อย่างเข้มข้น โดยได้กำชับให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจทุกคนทำงานด้วยความมุ่งมั่น กล้าตัดสินใจภายใต้กรอบกฎหมาย ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน 

ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจจะลงพื้นที่ต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาที่กำหนด จนกว่าจะครบเป้าหมาย พร้อมย้ำให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

นายวราวุธ ระบุว่า ประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรี ยังกังวลเรื่องมลพิษสารปนเปื้อนในน้ำที่ไหลมาจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซึ่งเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เก็บตัวอย่างเพิ่มเติม รวมถึงเก็บตัวอย่างดิน เพื่อดูว่าระยะเวลาที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 31 ต.ค. ค่าของสารต่าง ๆ มากขึ้น หรือ น้อยลงอย่างไร แต่คาดว่าน่าจะมีสารตกค้างอยู่ ยิ่งปริมาณน้ำลดลงมากเท่าไหร่ ปริมาณสารเคมีที่อยู่ในลำน้ำ หรือ ท้องนาก็จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น

“ตนเองได้ขอให้บริษัทดำเนินการเยียวยาประชาชนทุกบาททุกสตางค์ และทราบมาว่าแกนนำประชาชนต้องการให้หน่วยงานราชการเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างประชาชน กับ ผู้ประกอบการ ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้นายกรัฐมนตรี ให้ทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกัน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ขอให้นายอำเภอเป็นคนกลางในการพูดคุยค่าเสียหาย ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะไปสำรวจความเสียหาย”

ส่วนผลการตรวจจะใช้เวลา 1 สัปดาห์ คาดว่า อีก 2-3  วันจะได้ผลตรวจทั้งค่าน้ำ ค่าดินในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พร้อมย้ำว่า ตนเองได้เร่งให้เยียวยาประชาชนอย่างทั่วถึง

นายวราวุธ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตุเรื่องที่ไทยรับทุนจากจีน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิล 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ จนเกิดความกังวลว่าจะเป็นช่องว่างให้มีการลักลอบขนขยะอันตรายเข้าประเทศไทย ว่า เรื่องที่เป็นตัวหนังสือนั้นไม่อันตราย เพราะทุกอย่างมีต้นทาง มีปลายทาง 

แต่ที่อันตราย คือ ตัวไม่มีหนังสือ มีการพยายามลักลอบนำเข้าทางช่องทางธรรมชาติ หรือ การซุกซ่อนในตู้คอนเทนเนอร์ มีการสำแดงเท็จ ซึ่งเรื่องนี้เห็นใจทุกฝ่าย เพราะตู้คอนเทนเนอร์ที่เข้ามาในประเทศไทยในแต่ละวันมีหลาย 10,000 ตู้ 

ดังนั้น เรื่องที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขอให้ประชาชนสบายใจได้ ว่า จะไม่นำไปสู่การทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมาย เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องระหว่างหน่วยงานรัฐและหน่วยงานรัฐโดยตรง เป็นการสื่อสารแนวทาง ที่จะกำจัดได้อย่างถูกวิธี