ช่วงบ่ายวันที่ 3 พ.ย.69 นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง พร้อมคณะ เดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เสียงส่วนใหญ่ ในเรื่องขอให้กกต. ล้มเลิกแนวความคิดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยอำนาจของกกต.ในการรับรองคุณสมบัตรของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ควรถึงที่สุดแล้วหรือไม่ และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะตรวจสอบหรือทบทวนได้อีกหรือไม่?

นายอัครวัฒน์กล่าวว่าจากกรณีหลายภาคส่วนในสังคมไทย มีความเคลือบแคลงสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของกกต.จังหวัด และกกต.ส่วนกลาง ตั้งแต่การรับสมัครบุคคลในระดับอำเภอเพื่อมารับการคัดเลือกเป็นสว.ในระดับจังหวัด และระดับประเทศ ให้เข้ามาเป็นสว. มีความไม่โปร่งใสในหลายขั้นตอน รวมทั้งยังมีความน่าสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. 4 คน ที่มาจากความเห็นชอบของสว.เสียงส่วนใหญ่ ที่มีข้อครหาเกี่ยวกับการ “ฮั้วสว.” ในลักษณะของการ “สมประโยชน์” ระหว่างกกต. 4 คน กับสว.เสียงส่วนใหญ่ หรือไม่?

ดังนั้นจึงมีกลุ่มสว.สำรองในฐานะผู้เสียหายโดยตรง ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อให้พิจารณาไต่สวนอย่างรอบด้าน และวินิจฉัยเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของการเลือกสว. เมื่อปี 67 ในหลายประเด็น และหลายมาตรา รวมทั้งคุณสมบัติของผู้สมัครสว.บางคน ในบางจังหวัด ลงรับสมัครสว.ผิดกลุ่มอาชีพหรือไม่? เพราะมีผลต่อคะแนนการเลือกสว.

แต่ล่าสุด กลุ่มสว.สำรอง ทราบว่ากกต. เสียงส่วนใหญ่ 5 ต่อ 2 เสียง มีแนวคิดเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในสัปดาห์หน้า เพื่อขอให้วินิจฉัย 2 ประเด็น: คือ 1.เมื่อเจ้าหน้าที่กกต.รับสมัคร และประกาศชื่อผู้สมัคร สว. แล้ว จะถือเป็นที่สุดหรือไม่ และ 2. เมื่อ กกต. วินิจฉัยยกคำร้องแล้ว ศาลฎีกาฯจะตรวจสอบหรือทบทวนได้อีกหรือไม่

กลุ่มสว.สำรอง จึงร้องขอให้กกต.เสียงส่วนใหญ่พิจารณาไต่ตรองเกี่ยวกับแนวความคิดดังกล่าวให้รอบคอบ เพราะตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว. ต้องมาจากการเลือกที่มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใสในทุกขั้นตอน ปราศจากข้อครหาใดๆ หรือหามีข้อครหาใดๆ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 (พ.ร.ป. สว. มาตรา 62) เมื่อมีการประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้ว กกต. จะไม่มีอำนาจสั่งระงับสิทธิสมัครเหมือนกับก่อนประกาศผลอีกต่อไป บทบาทของ กกต. จะเปลี่ยนเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

เนื่องจากมีข้อมูลหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการทุจริตในการเลือกสว. หรือการเลือกสว.มิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม เมื่อพยานหลักฐานเพียงพอ จึงเป็นอำนาจเด็ดขาดของศาลฎีกาฯ ตามรัฐธรรมนูญ ในการไต่สวนและพิพากษา ไม่ใช่ กกต.

“กลุ่มสว.สำรอง จึงขอให้กกต.เสียงส่วนใหญ่ 5 ต่อ 2 เสียง ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อนเคลื่อนไหว หรือแสดงออกใดๆ ที่ส่อเจตนาน่าสงสัยว่ากำลังจะทำเพื่อประโยชน์ของใครอีกหรือไม่? เนื่องจากศาลฎีกาฯมีขอบเขต และอำนาจหน้าที่ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ดังนั้นศาลฎีกาฯจึงเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการพิจารณาไต่สวนอย่างรอบด้าน และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นายอัครวัฒน์ กล่าว