เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 พ.ย. ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 และกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Reinvent Thailand” โดยนายกฯ กล่าวในหัวข้อ “Reinvent Thailand” ว่า ถือเป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก เพราะไม่ใช่แค่การสร้างอะไรใหม่ๆ แต่คือการหยิบ สิ่งที่มีอยู่แล้วขึ้นมาดูว่าเราสามารถที่จะสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้เกิดการใช้งานและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เสมือนการยกเครื่องประเทศไทยขึ้นมาใหม่ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมาดูว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง เพื่อให้ประเทศมีโอกาสมากขึ้นและมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ตลอดจนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้ดีขึ้น

นายกฯ กล่าวต่อว่า การมาเวทีนี้ โชคดีที่ตนมีผลการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 และได้มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากเพียงพอที่เราจะจัดตั้งรัฐบาลด้วยตนเอง เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และสามารถทำให้การขับเคลื่อน รวมถึงการดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาลเกิดประสิทธิภาพ จึงหวังว่ารัฐบาลจะผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจไปด้วยดี ซึ่งตนมั่นใจว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ และสามารถที่จะตอบข้อสงสัย รวมถึงข้อกล่าวหาต่างๆ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นอย่างดี

นายกฯ กล่าวอีกว่า ในช่วงนี้ตนได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อย ได้พบกับผู้นำภาครัฐและภาคธุรกิจ จึงสามารถจับทิศทางของโลกได้ว่า มีทิศทางไปในแนวทางไหน และอะไรจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับประเทศไทย ซึ่งตนพบว่าประเทศไทยจะมีที่ยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างมั่นคง สง่างาม คือ “ต้องพึ่งพาตนเอง” โดยประเทศไทยจะต้องสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน ด้านอาหาร ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการบริหารห่วงโซ่อุปทานให้ได้ก่อนแล้วค่อยประสานความร่วมมือ เพื่อรับมือกับความผันผวนและการแข่งขันจากภายนอก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ในการประชุม IMF-World bank 2026 ที่ผ่านมา เรายกเรื่องของการพึ่งพาตนเอง ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นมา เพราะไม่ได้สอนให้เราหยุดพัฒนา หรือปิดประเทศอยู่คนเดียว แต่ตรงกันข้าม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบอกให้เราพัฒนาอย่างรู้เท่าทัน รู้จักแรงและความพอดีของตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมรับความเสี่ยง โดยใช้ความรู้และความรับผิดชอบ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า วันนี้โลกเปลี่ยนไปด้วยความรวดเร็ว ทั้งสิ่งแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศ อันเป็นผลมาจากมลพิษ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีเอไอ สังคมสูงวัยเพิ่มมากขึ้น และมีปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย สิ่งเหล่านี้จึงมาเปลี่ยนวิธีการ ทำให้ทุกประเทศต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเองและพึ่งพาตนเองด้วยการสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ซึ่งการปาฐกถาในวันนี้ขอพูดถึง 3 เรื่อง คือ 1.ความมั่นคงทางพลังงาน 2.การเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ และ 3.การพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบริบทรัฐศาสตร์ของประเทศไทย ประการแรก ด้านความมั่นคงทางพลังงาน เห็นตัวอย่างได้จากที่หลายประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ อินโดนีเซียได้มีการประกาศนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากสิงคโปร์ หรือ สิงคโปร์ที่ประกาศว่าจะศึกษาเรื่องพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มเติม ดังนั้นประเทศไทยเราต้องถามตัวเองแล้ว ว่าจะทำอย่างไรให้ระบบพลังงานมีความมั่นคงและยั่งยืน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราออกนโยบายและดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยล่าสุดได้มีการเดินหน้าโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่มีรูปธรรมของการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน ที่ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้พลังงานและบริหารค่าใช้จ่ายของตนเองได้ ในขณะเดียวกันประเทศไทยจะได้มีพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นในระบบพลังงานของประเทศด้วย

นายกฯ กล่าวต่อว่า ประการที่สอง การเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ เราจะ Reinvent Technology  ผ่านการเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีทางอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ Data center และเอไอ ฉะนั้นเราต้องอำนวยความสะดวกเรื่องการเปลี่ยนผ่าน ควบคู่ไปกับการทำให้ขั้นตอนของภาครัฐและกฎระเบียบต่างๆ ง่ายขึ้น สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป และตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมภาคผู้ประกอบการ รวมถึงนักลงทุนต่างๆ เช่น กรณีของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ล่าสุด เราก็ได้จัดทำ Thailand fast pass เพื่อส่งเสริมการลงทุนและปฏิรูประบบราชการ แต่หากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ส่วนตัวมองว่าก็คงทำไม่ได้ ดังนั้นเราต้องสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล เพื่อที่รัฐบาลจะได้สามารถไปแก้ไขปัญหา และอุปสรรคต่างๆ ให้กับผู้ที่จะต้องมาใช้บริการภาครัฐ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ประการที่สาม เราจะต้องพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะยั่งยืนไม่ได้หากคนในประเทศนั้นไม่มีโอกาสได้ปรับตัว และได้รับองค์ความรู้เพิ่มเติมไปด้วยกัน เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีเอไอ ได้มาเปลี่ยนโครงสร้างหลายประเทศ และบางประเทศก็เข้ามาแย่งงานมนุษย์จริง แต่ในขณะเดียวกันเอไอก็ยังสามารถสร้างความต้องการและทักษะใหม่ๆ ได้ด้วย ที่ผ่านมารัฐบาลจึงให้คนไทยได้เรียนรู้การใช้ เอไอ และทำงานร่วมกับสถานศึกษา รวมถึงผู้ประกอบการด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันและในอนาคต พร้อมกับเพิ่มทักษะ ความรู้ ความชำนาญให้กับบุคลากร เพื่อทำให้บุคลากรของเรามีความพร้อมและเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับโลกทั้งใบ ทั้งนี้ เชื่อว่าสิ่งที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนอีกเรื่องหนึ่งให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว มั่นคง และมีความยั่งยืนคือเราต้องมี “Reinvent politics” หรือ สภาพทางการเมืองที่เป็นบวก เพราะทุกวันนี้ยังเป็นลบอยู่ และมีความขัดแย้งกัน โดยมีเป้าคือทำอย่างไร ถึงจะมีอำนาจในการบริหารประเทศ 

“ทุกคนอยากบริหารประเทศผมเข้าใจ แต่ต้องมีกติกาไม่ใช่ว่าทำทุกอย่างเพื่อดึงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงแล้วให้ตัวเองกลับขึ้นมา โดยไม่สนว่ากติกาหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมของประเทศว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้อง Reinvent (นำเสนอรูปแบบใหม่) การเมือง โดยสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองขึ้นมาใหม่ เพราะถ้าการเมืองดี เราก็จะสามารถพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่พูดคำด่าคำ เหน็บแนมกันและกัน หรือด้อยค่าโดยใช้วาทกรรม เพื่อสร้างความเกลียดชังหรือขัดขวางการทำงานของฝ่ายตรงข้าม ผมไม่ได้หมายความว่าจะต้องยุติการวิพากษ์วิจารณ์หรือการตรวจสอบ แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายมุ่งเน้นเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดยการทำงานทางการเมืองและการสื่อสารระหว่างกันควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าและพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าการเมืองดีเราก็สามารถที่จะตรวจสอบกันและกันบนฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปล่อยเฟคนิวส์ หรือคำพูดที่รับฟังใครต่อใครมาโดยหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ และถ้าการเมืองดี แต่ละฝ่ายก็จะทำหน้าที่โดยมีเป้าหมายว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น และมีความมั่นคงสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ทำอย่างไรให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองถูกดูถูก เกลียดชัง และใส่เรื่องร้าย ถ่วงเวลาให้ไม่สามารถทำงานได้ราบรื่น” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า ตนไม่ได้หมายความว่า ห้ามวิจารณ์ ห้ามตรวจสอบ เพราะเป็นไปไม่ได้ในระบบสังคมประชาธิปไตย แต่เป้าหมายคือต้องเอาประเทศชาติเป็นหลัก ประชาชนเป็นหลัก และทำงานด้านการเมืองด้วยความสร้างสรรค์ สื่อสารด้วยความสร้างสรรค์ และด้วยข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ซึ่งการยกเครื่องประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐบาลหรือของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการคิดร่วมกัน และนำจุดแข็งของทุกภาคส่วนมาต่อจิ๊กซอว์ด้วยกัน เพื่อให้ภาพของประเทศไทยมั่นคงในโลกยุคเศรษฐกิจใหม่.