มนุษยชาติไม่ว่าจะกำเนิดมาจากเผ่าพันธุ์ใด มีชาติพันธุ์ใด อารยธรรมใด วัฒนธรรมใด หรือภาษาใด หาได้มีความแตกต่างกันไม่ เพราะต่างล้วนเป็นปุถุชนที่มีกิเลสหยาบหนาด้วยกันทั้งสิ้นทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่ละคนต่างมีความปรารถนาในสิ่งต่าง ๆ เพื่อนำมาบำบัดความต้องการของตนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อได้มาในสิ่งที่ต้องการแล้วก็มีความพอใจ แต่ถ้าไม่ได้มาในสิ่งที่ต้องการก็มีความขุ่นเคืองใจ ซึ่งเป็นเหตุนำไปสู่พฤติการณ์ทุจริตทั้งทางกายและวาจา มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน โดยมีการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ด้วยวิธีการหลอกลวง ฉ้อโกง ต้มตุ๋น ซึ่งเป็นไปตามกำลังของไฟกิเลสที่แผดเผาลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไฟกิเลสมีกำลังกล้าแข็งมากขึ้นเท่าไรก็สามารถทำลายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อตนเองครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ สิ่งนี้เป็นความจริงที่ปรากฏให้พบเห็นในสังคมมนุษย์ทั่วโลก

การพัฒนาประเทศไทยในห้วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม แม้ว่าการพัฒนาประเทศดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาว แต่เป็นการพัฒนาที่ขาดความสมดุลระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท สร้างความเลื่อมล้ำมาโดยตลอด การพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งให้น้ำหนักกับการพัฒนาทางวัตถุ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมซึ่งให้น้ำหนักกับการพัฒนาทางจิตใจของคนในชาติควบคู่กันไปด้วย ความเจริญทางวัตถุจึงก้าวล้ำกว่าความเจริญทางจิตใจอย่างสุดกู่ชนิดไม่เห็นหน้าหลัง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทำให้สังคมชนบทล่มสลาย บ้านเรือนในชนบทส่วนใหญ่มีแต่คนชรากับเด็กเล็ก ส่วนพ่อแม่ซึ่งอยู่ในวัยทำงานไปประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างในโรงงานและสถานประกอบการต่างๆ ในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัด กอปรกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐใช้นโยบาย “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน “ทำให้ผู้คนทั่วไปในสังคมสร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่กลับกลายเป็นการสร้างหนี้ที่เกิดจากการบริโภคชนิดกินแหลกใช้แหลกในยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ครัวเรือนไทยมีหนี้ในขีดอันตราย คิดเป็นร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ กว่า 13 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นอภิมหาปัญหาที่ยากจะแก้ได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะเป็นสังคมที่ไม่มีเงินออม แต่เป็นสังคมที่มีแต่หนี้

ลองหันมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุบ้านการเมืองในปัจจุบัน ประเทศไทยในสายตาของประเทศต่าง ๆ มองว่าประเทศไทยเป็น “คนป่วยของเอเชีย” ที่มีภาวะแทรกซ้อนอยู่เพราะมีความขัดแย้งทางการเมืองสูงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศชาติในทุกด้าน กรณีการมีความขัดแย้งทางการเมืองของนักการเมืองนั้นเป็นเรื่องปรกติวิสัยถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาตามธรรมชาติของการเมือง แต่กรณีที่นักการเมืองชักนำประชาชนมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะป่วนบ้านป่วนเมืองก่อให้เกิดสังคมอนาธิปไตย ซึ่งไม่เป็นไปตามสิทธิและเสรีภาพอันพึงมีในรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องไม่ปรกติ เจตนาที่แอบแฝงและวาระที่ซ่อนเร้นของนักการเมืองเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไปในสังคมควรจะรับรู้และทำความเข้าใจให้ถูกต้องเพราะประเทศไทยมีโครงสร้างที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่จะต้องดำรงคงอยู่ตราบนานเท่านาน การที่จะเปลี่ยนแปลงในประการใดต้องเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์อย่างมีเหตุผลและค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษาประเทศชาติให้มีความเจริญมั่นคงอย่างสันติสุข ซึ่งต้องเป็นไปภายใต้หลักคิดที่ถูกต้องและไม่บกพร่องในจิตสำนึก

วิธีการนำชุดข้อมูลทางความคิดเพียงด้านเดียวที่ขาดความรอบด้านมาเผยแพร่ให้คนในชาติมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง และการตอกย้ำความคิดดังกล่าวโดยใช้สื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อปลุกเร้าจิตใจของผู้คนทั่วไปให้มีความเห็นผิด เป็นการล้มล้างการปกครองด้วยวิธีการแทรกซึมและบ่อนทำลายโครงสร้างของประเทศชาติ เป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไปควรพิจารณาด้วยความรอบคอบอย่างรู้เท่าทันการนำคำว่า “อุดมการณ์ทางการเมือง“ มากล่าวอ้างของนักการเมืองนั้น เป็นเพียงวาทกรรมที่สวยหรูหลอกล่อให้ผู้คนทั่วไปตายใจ

“อุดมการณ์ทางการเมือง“ จะไม่มีวันเกิดขึ้นเด็ดขาด ถ้าไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมือง ซึ่งจะต้องมีสมาชิกพรรคที่มีคุณภาพและมีความรักชาติรักแผ่นดิน ตราบใดที่นัการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ พ่อค้า นักธุรกิจ พนักงาน และลูกจ้างในองค์กรต่างๆ ตลอดจนผู้คนในภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคมยังเห็นผลประโยชน์ของส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่มีความละอายชั่ว ไม่กลัวบาป คนไทยในยุคปัจจุบันก็จะไม่สามารรักษาชาติบ้านเมืองให้อยู่ในสภาพที่ดีส่งต่อให้แก่ลูกหลานไทยในอนาคตได้

ท้ายนี้ ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า คอลัมน์ “ว่ายทวนน้ำ” ซึ่งได้ทำหน้าที่นำเสนอบทความที่เป็นสาระในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้พิจารณาข้อมูลข่าวสารที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาตลอดในห้วงระยะเวลา 10 ปีเศษที่ผ่านมา สำหรับบทความชิ้นนี้เป็นการนำเสนอบทความส่งท้ายของคอลัมน์ “ว่ายทวนน้ำ” จากนี้ไปท่านผู้อ่านสามารถติดตามงานของผู้เขียนได้ทาง www.หนังสือดี.com ยูทูป: nangsuedee เฟซบุ๊ก : สาระจากพระธรรม ขอขอบคุณท่านผู้อ่านที่ได้ติดตามอ่านบทความมาโดยตลอด และขอขอบคุณผู้บริหารเดลินิวส์ออนไลน์ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คอลัมน์ “ว่ายทวนน้ำ” ได้นำเสนอบทความแก่สาธารณชนในห้วงเวลาที่ผ่านมา.

…………………………
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”
แฟนเพจ : สาระจากพระธรรม