เข้าสู่โหมดการเริ่มปฏิบัติงานนิติบัญญัติอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางร้อนแรงและความท้าทายมากมายในบ้านเมือง “ทีมการเมืองเดลินิวส์” จึงมาสนทนากับ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีตรัฐมนตรี อดีตแกนนำพรรคการเมือง และอดีต ส.ส.พัทลุง หลายสมัย ถึงสถานการณ์การเลือกนายกรัฐมนตรี และมุมมองต่อบรรดาภารกิจสำคัญๆของสภาฯชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
นักการเมืองผู้มากประสบการณ์ มองว่า เวลาประชาชนกาบัตรลงคะแนนเลือกผู้แทนราษฎร หรือเลือกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง จะมีอารมณ์ ความคิด 2 อย่างในการเลือก คือ เลือกเพราะความกลัว กับเลือกเพราะความหวัง ซึ่งการที่พรรคก้าวไกลได้รับเลือกตั้งส.ส.มากเป็นอันดับ 1 ผมมองว่าคนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคก้าวไกล เลือกเพราะความหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ต้องการสิ่งใหม่ๆในชีวิต เราจึงต้องไปดูว่าพรรคนี้โปรยยาหอมอะไรไว้ต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งมี 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องประชาธิปไตย-เผด็จการ หลายๆคนถูกปลูกฝังว่าต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้ระบอบประชาธิปไตยดีขึ้น แล้วจะช่วยให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้น 2.ความหวังในเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนจะต้องดีขึ้น

ดังนั้นงานที่ส.ส.ในสภาชุดใหม่ควรทำ มีเรื่องหลักๆที่รออยู่ ได้แก่ 1.การปฏิรูปการเมือง ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 2.ปฏิรูปกฎหมายหรือผลักดันกฎหมาย เรื่องใหม่ๆ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพ ปฏิรูปกฎหมายเรื่องที่ดิน 3.ทำเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แก้ไขการครอบงำตลาด แก้ปัญหาปากท้อง แก้กฎหมายภาษีมรดก แต่พรรคการเมืองที่กำลังฟอร์มรัฐบาลอยู่เสียเวลาเยอะมากเกินไปกับเรื่องของการเมือง จนไม่ได้หันมาดูเรื่องการแก้ไขปัญหาสำคัญ และการเดินหน้านโยบายหลักๆที่พวกเขาเคยหาเสียงไว้ อย่างเรื่องค่าแรง นโยบายแจกเงินดิจิตอล แม้แต่เรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ ยังไม่พูดเลยว่ามีกฎหมายใดที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับรัฐบาล และจะผลักดันเข้าสภาฯ ทั้งที่จะเป็นตัวที่ทำให้เราได้เห็นหน้าตาของประเทศว่าเปลี่ยนไปทางไหน
@ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะเป็นสิ่งที่สภาควรทำเป็นเรื่องแรกๆได้หรือไม่
ทำได้ แต่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะใช้เวลานานมาก เสร็จไม่ทันในรัฐบาลชุดใหม่นี้ เพราะต้องเอาไปหารือและผ่านความเห็นชอบจากสภาก่อน แล้วต้องไปทำประชามติ ซึ่งจะต้องให้คนได้ถกเถียงกัน คงใช้เวลาราวๆ 3 เดือน ถ้าผ่านประชามติ ก็ต้องมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ผมเชื่อว่า เขาจะให้ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งขั้นตอนต่างๆในเรื่องส.ส.ร.ก็จะใช้เวลาอีกมาก และเมื่อเข้าสู่การยกร่าง ก็คงใช้เวลาเป็นปี และต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ และหลังจากยกร่างเสร็จ ก็ต้องนำไปทำประชามติ และต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ รวมแล้วใช้เวลาหลายปีเกินอายุรัฐบาลแน่นอน
@ หนึ่งในกฎหมายสำคัญ อย่างร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จะสะดุดหรือไม่หากยังไม่ได้รัฐบาลชุดใหม่ เดินหน้าอย่างไร
เรื่องร่างกฎหมายงบประมาณฯ ถูกขยับแน่นอน อย่างน้อยที่สุดจะช้าไป 2 เดือน น่าจะเริ่มปีงบประมาณใหม่ได้ในเดือน ม.ค.2567 เพราะตอนนี้ยังฟอร์มรัฐบาลอยู่ พอได้คณะรัฐมนตรีใหม่ ก็ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และการที่เขาอยากเปลี่ยนวิธีจัดทำงบประมาณมาใช้แบบฐานศูนย์ ยิ่งต้องปรับใหญ่มาก เกี่ยวข้องกับองคาพยพต่างๆของระบบราชการและระบบงบประมาณ และผมเชื่อว่าเขาจะรื้อรายการของบประมาณที่ถูกวางไว้ก่อนหน้านี้เยอะมาก โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของรัฐมนตรีหรือนักการเมืองในแต่ละพรรคที่ดูแลกระทรวงนั้นๆ ถูกแอบซ่อนในงบประมาณของกระทรวง และขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเด็นนี้จึงทำให้กลุ่มอำนาจเก่าพยายามทำทุกทางให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาล
แม้รัฐบาลชุดใหม่อยากจะเร่งทำให้เรื่องกฎหมายงบประมาณฯให้เสร็จเร็วขึ้น แต่จนป่านนี้เขายังไม่มีแผนงานโครงการที่จะทำเลย ยังไม่มองเรื่องงบประมาณฯเลยว่า ถ้ายิ่งทำเสร็จช้า จะกระทบอย่างไร มัวแต่คิดเรื่องการเมือง เรื่องคุณสมบัติคนเป็นนายกฯ และยังไม่มาดูกันให้ชัดว่าเรื่องต่างๆที่แต่ละพรรคร่วมรัฐบาลอยากทำ เรื่องไหนทำได้จริงเมื่อดูจากงบประมาณที่เหลืออยู่ อย่าลืมว่าประชาชนคาดหวังเยอะว่ารัฐบาลใหม่จะมาแก้เร็วๆ เมื่อรักมาก เวลาผิดหวัง ก็จะผิดหวังมาก แล้วจะทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลลดลงรวดเร็ว แต่เวลานี้ในหัวสมองของคนที่จะเป็นรัฐบาล ไม่ได้คิดถึงเรื่องปากท้องประชาชนที่รออยู่ตรงหน้า

@ พรรคก้าวไกลชูธงเรื่องแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตลอด และในสภาชุดนี้รองประธานสภา คนที่ 1 เป็นคนของก้าวไกล คิดว่าการผลักดันเรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่
พรรคก้าวไกลต้องลดเพดานเรื่อง มาตรา 112 แต่ถ้าไม่ลดเพดาน ร่างแก้ไขยังเหมือนเดิม ต่อให้ประธานหรือรองประธานสภาฯเป็นคนของเขา และบรรจุเข้าในสภาฯได้ แต่ก็จะมีคนนำไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแน่นอนว่าร่างนั้นขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการแก้กฎหมายนี้ไม่ง่ายเลย และเชื่อว่า พรรคก้าวไกลทำไม่สำเร็จ เพราะพรรคอื่นๆ คงไม่เอาด้วย ผมจึงมองว่าพรรคก้าวไกลคงหวังทำให้เป็นการเมือง มากกว่าหวังว่า จะทำให้มันเกิดได้จริง เพราะพวกเขาเคยพูด ว่า อย่างน้อยจะได้นำเรื่องนี้ไปพูดในสภาที่มีตัวแทนของประชาชน แสดงให้เห็นว่า เขาไม่หวังว่า ร่างกฎหมายนี้จะผ่านสภา และถ้าพรรคก้าวไกลเอามาพูดในสภา แล้วไปกระทบกับสถาบันเยอะๆ ก็พูดไม่ได้อยู่ดี สรุปแล้วพรรคก้าวไกลแค่ต้องการใช้เรื่องนี้มาประกาศจุดยืนตัวเอง พูดเพื่อปลุกเร้า สร้างความวุ่นวาย มากกว่าจะมุ่งแก้ปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 พรรคก้าวไกล กล้าประกาศไหม ว่า จะไม่ลดเพดานในการแก้ไขมาตรา 112 และถ้ายื่นเข้าสภา แล้วสุดท้ายไม่ผ่าน จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการถอนตัวจากรัฐบาล แต่ถ้าเขาไม่กล้า ก็แสดงว่าต้องการเอาเรื่องนี้มาสร้างความปั่นป่วน วุ่นวาย.



