ผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง วอลมาร์ต และทาร์เกต, ร้านขายยาอย่าง ซีวีเอส และวอลกรีนส์ รวมถึงบริษัทปรับปรุงบ้าน “โฮม ดีพอต” และผู้จำหน่ายรองเท้า “ฟุต ล็อกเกอร์” อยู่ในกลุ่มผู้ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการโจรกรรมที่เพิ่มขึ้น และเหตุการณ์ความรุนแรง ในผลประกอบการล่าสุดของพวกเขา
การโจรกรรมร้านค้าปลีกในสหรัฐเกิดขึ้น ในจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยของประเทศพุ่งขึ้นจากเกือบ 0% เป็นประมาณ 5.5% ในช่วง 18 เดือน ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี แม้บรรดาผู้กำหนดนโยบายจะพยายามควบคุมภาวะเงินเฟ้อก็ตาม
ผลสำรวจความปลอดภัยในร้านค้าปลีก ประจำปี 2565 ของสหพันธ์การค้าปลีกแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นอาร์เอฟ) พบว่า ผู้ค้าปลีกทั่วประเทศสูญเสียเงินรวมกันประมาณ 94,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) ไปกับ “ภาวะหดตัว” ในปี 2564 เพียงปีเดียว ซึ่งการหดตัวนี้หมายถึงการสูญเสียสินค้าคงคลังจากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การโจรกรรมที่กระทำโดยพนักงาน, การขโมยของในร้านค้า หรือความผิดพลาดในการบริหารจัดการ
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ว่า ผู้ค้าปลีกโดยเฉลี่ย ประสบกับอาชญากรรมร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้น 26.5% เมื่อปี 2564 โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่รายงานว่า การระบาดใหญ่ทำให้ความเสี่ยงของการเกิดอาชญากรรมดังกล่าวสูงขึ้น
ร้านค้าต่าง ๆ จึงติดตั้งแผ่นกั้นโปร่งใสพร้อมตัวล็อกบนชั้นวาง รวมถึงการคล้องตู้เย็นด้วยโซ่พร้อมตัวล็อกกุญแจ และกระจายปุ่มเรียกฉุกเฉินตามทางเดินสำหรับพนักงาน แม้แต่ชั้นวางที่ไม่มีการป้องกัน ก็มีการจัดวางสินค้าอย่างประปราย เพื่อจำกัดการขโมยของอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มาตรการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว อาจไม่ใช่การป้องกันที่มีประสิทธิภาพเสมอไป เพราะมีหลายกรณีที่ผู้ก่อเหตุจำนวนมาก ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อทำลายอุปกรณ์ป้องกันเหล่านี้ ก่อนที่จะหยิบสินค้าใส่ถุง และออกจากร้านไปโดยไม่จ่ายเงิน
ตามรายงานของสื่อหลายแห่ง ผู้ค้าปลีกหลายรายขอให้พนักงานไม่เข้าไปขัดขวาง กรณีที่เกิดการปล้น และห้ามติดต่อหาตำรวจในช่วงที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเอง
ขณะเดียวกัน ผู้ค้าปลีกบางคนกำลังพิจารณาปิด หรือตัดสินใจปิดร้านค้าของพวกเขา เนื่องจากการโจรกรรมและความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
“แม้ภาวะหดตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีนี้ แต่มันก็เพิ่มขึ้นในปีที่แล้วเช่นกัน และเกิดขึ้นในระดับที่ไม่เท่ากันทั่วประเทศ” นายจอห์น เรนีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของวอลมาร์ต กล่าวเมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา “แน่นอนว่าพวกเราไม่อยากให้มันเพิ่มขึ้นอีก เพราะมันอาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นตามไปด้วย”.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



