“กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” สำนวนนี้สามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญอยู่ได้เป็นอย่างดี
แฟนบอลผีแดงหลายอาจจะคาดหวังว่า จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นทันที หลังได้กุนซือหนุ่มไฟแรงอย่าง รูเบน อโมริม เข้ามาคุมทีมแทน เอริค เทน ฮาก
แต่ต้องไม่ลืมว่า แม้กุนซือจะเปลี่ยน แต่นักเตะยังเป็นชุดเดิม แถมบางคนยังตกค้างมาตั้งแต่ยุคของ หลุยส์ ฟาน กัล ที่โดนเด้งไปตั้งแต่ปี 2016 ด้วยซ้ำ

ปัญหาของนักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ชุดนี้ มีอยู่มากมาย ไล่ตั้งแต่ฝีเท้าที่ยังไม่ถึงขั้น บางคนค่าตัวแพงติดระดับโลก แต่เล่นแย่ยิ่งกว่านักเตะระดับแชมเปี้ยนชิพ
แถมบางคนยังทัศนคติไม่ดี ขาดความเป็นมืออาชีพ ชอบมาซ้อมสาย และ ใจไม่สู้ ซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากภาษากายที่แสดงออกมาในสนาม
ที่สำคัญแทบทุกคนมีปัญหาเรื่องสภาพร่างกาย ขาดความฟิตจนไม่สามารถไล่บดขยี้คู่แข่งได้ตลอดทั้ง 90 นาที ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับทีมระดับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่นในลีกที่ขึ้นชื่อว่า โคตรหิน และต้องใช้พละกำลัง รวมทั้งความแข็งแกร่งของร่างกายเข้าบดบี้กันตลอดเวลาอย่างพรีเมียร์ลีก

อโมริม มองเห็นปัญหาทุกอย่าง แต่ทำได้เพียงลงมือแก้ปัญหาที่หน้างานเพราะย้ายเข้ามาระหว่างฤดูกาลจึงไม่สามารถจะผ่องถ่ายนักเตะที่ไม่ต้องการทิ้งไป หรือ ดึงนักเตะที่ใช่ และเล่นได้เข้ากับปรัชญาลูกหนังของตัวเองเข้ามาเสริมทัพได้
อีกทั้งแท็กติกใหม่อย่าง 3-4-3 หรือ 3-4-2-1 ที่ กุนซือชาวโปรตุกีส พกติดตัวมาจาก สปอร์ติง ลิสบอน ก็ถือเป็นของใหม่สำหรับนักเตะผีแดง ที่คุ้นเคยกับการเล่นระบบหลัง 4 มาตลอด
ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นการประสานงานที่ยังไม่ลงตัวมากนักตลอด 5 เกมแรกภายใต้การคุมทัพของ อโมริม โดยเฉพาะในดับแหน่งดับเบิล 10 หรือ มิดฟิลด์ตัวรุกทั้งฝั่งซ้าย และขวา ที่ต้องหุบเอากองหน้ากึ่งปีกอย่าง อเลฮานโดร การ์นาโช หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด เข้ามาเล่น
ส่วน บรูโน แฟร์นันด์ส กับ เมสัน เมาท์ สามารถปรับตัวได้แบบไร้ปัญหาเพราะคุ้นเคยกับการเล่นในตำแหน่งนี้อยู่บ้าง
อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ของ อโมริม ดูจะมีวิธีการเล่นที่ชัดเจน หรือ ที่เรามักจะเรียกกันแบบบ้าน ๆ ว่า เล่นมีทรงขึ้น และมีแนวโน้มว่า น่าจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อนักเตะเริ่มคุ้นเคยกับระบบการเล่นแบบใหม่

พอล เมอร์สัน กูรูลูกหนังจาก สกาย สปอร์ตส์ ดูจะเข้าใจสถานการณ์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอย่างดี และมองว่า ฤดูกาลนี้คือฤดูกาลที่ อโมริม จะใช้ในการประเมินลูกทีมทุกคนก่อนจะตัดสินใจว่า ใครที่ควรจะเก็บเอาไว้ และใครที่ควรจะเขี่ยทิ้งไปเพราะไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทีมได้
ก็อย่างที่ อโมริม เคยพูดเอาไว้นั่นแหละครับว่า ต้องการเวลาอย่างน้อย 2 ปีในการพา แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไปอยู่ในจุดที่ควรอยู่ แถม กุนซือพี่เจ๋ง ยังยอมรับเอาไว้หลังเกมแพ้ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ คาบ้านว่า นักเตะปิศาจแดงชุดนี้ คุณภาพค่อนข้างต่ำ
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่เราจะได้เห็น แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาทำผลงานได้ดีแบบผิดหูผิดตาในระยะเวลาสั้น ๆ และแฟนผีแดงก็คงต้องอดทน รวมทั้งต้องให้เวลา อโมริม ได้ทำงานของตัวเองต่อไปอย่างน้อยสัก 4 ตลาดนักเตะ หรือ รอจนกระทั่ง กุนซือชาวเมืองฝอยทอง มีทีมของตัวเองแล้วนั่นแหละเราจึงจะสามารถตัดสินได้ว่า อโมริม คือคนที่ใช่สำหรับพลพรรคอสูรแดงหรือไม่.
แท ยอน



